หน้าแรก รายงาน เมื่อภาษามลายูที่นครศรีฯ กำลังจะถูกหลงลืม!

เมื่อภาษามลายูที่นครศรีฯ กำลังจะถูกหลงลืม!

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้ปรากฏการรายงานข่าวของเว็บไซต์กระแสหลักของมาเลเซีย เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของนักกิจกรรมด้านภาษามลายู ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการรายงานถึงสภาพทางสังคมและสถานการณ์ของมลายูในพื้นที่ดังกล่าว ที่มีประวัติศาสตร์ของการอพยพของบรรพบุรุษน่าสนใจ ซึ่งแต่ก่อนคนมลายูที่นั่น มีการใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวันมาตลอดหลายชั่วอายุคน ถึงแม้จะเป็นภาษามลายูสำเนียงเคดาห์ (ไทรบุรี) ก็ตาม แต่บรรพบุรุษรุ่นแรกที่มาบุกเบิกตั้งถิ่นฐานในจังหวัดนครศรีธรรมราชแห่งนี้ ไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งภาษามลายู อันเป็นภาษาแม่ของตน

แต่ด้วยสภาพสังคมที่อยู่ท่ามกลางสังคมที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ประกอบกับเป็นสังคมที่ใช้ภาษาไทยสำเนียงใต้เป็นหลัก จนทำให้คนหนุ่มสาวยุคใหม่เริ่มไม่เห็นความสำคัญของภาษามลายูอีกแล้ว ยิ่งเป็นยุคที่การสื่อสารในสื่อกระแสหลักมีแต่ภาษาไทย การปฏิสัมพันธ์กับสังคมรอบข้างก็ใช้ภาษาไทย ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อิทธิพลจากภายนอกนั้น ได้กลืนกลายความคิดของคนรุ่นหลัง ทำให้เยาวชนรุ่นหลังมักไม่ค่อยสนทนาด้วยภาษามลายูเสียแล้ว ยิ่งกลุ่มคนชราต่างพากันลับหายตายจากทีละคนสองคน ประกอบกับผู้นำครอบครัวเองไม่ได้ให้ความสำคัญหรือตระหนักในสิ่งนี้ ทำให้สังคมมลายูในจังหวัดนครศรีฯ ค่อยๆ ถูกกลืนลงไปท่ามกลางสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่อาจกลบฝังวัฒนธรรมที่มีความอ่อนแออยู่แล้ว พลอยให้หายจมใต้ก้นบึ้งแห่งจิตสำนึกของยุวชนรุ่นใหม่เอง ที่ไม่ทันเห็นคุณค่าของภาษามลายู ที่เคยเป็นภาษาที่บรรพบุรุษของตนเคยใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน

ต่อไปนี้เป็นการแปลเนื้อหาข่าวจากต้นฉบับที่เขียนโดยนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ฝึกงานอยู่ที่สำนักข่าวชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่ผู้รายงานข่าวชิ้นนี้ใช้นามว่า Kasmining Baka

bernama1

หนุ่มสาวแห่งเมืองนครศรีฯ ยิ่งเหินห่างจากภาษามลายู

โดย กัสมีนิง บากา (Kasmining Baka)

นับตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายคนไทยเชื้อสายมลายูที่เมืองนครศรีธรรมราชที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย สื่อสารด้วยภาษามลายูสำเนียงเคดะห์ (ไทรบุรี) แต่เยาวชนรุ่นใหม่กลับไม่ค่อยนิยมใช้ภาษาดังกล่าว

คุณไซนับ ไซวารี นักกิจกรรมด้านภาษามลายูจากบ้านคลองดิน เปิดเผยว่า หนุ่มสาวเชื้อสายมลายูในจังหวัดนครศรีธรรมในปัจจุบัน พวกเขามักจะสื่อสารกันด้วยภาษาไทยสำเนียงถิ่นใต้ เป็นเพราะอิทธิพลของสังคมรอบข้าง

ประกอบกับชุมชนของคนมลายูที่นี่นับวันยิ่งมีจำนวนที่ลดลง ไม่มีการเรียนการสอนภาษามลายูในโรงเรียนประถม ในขณะเดียวกัน ทำให้กิจกรรมที่ต้องใช้ภาษามลายูยิ่งลดน้อยไปด้วย คุณไซนับกล่าว

เขากล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีเพียงกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น ที่ยังคงอนุรักษ์การใช้ภาษามลายู

“คนมุสลิมที่นี่ได้ใช้ภาษามลายูนับตั้งแต่อดีต ในสมัยปู่ย่าตายายของเราสมัยก่อน พวกเขาใช้ภาษามลายูในการสื่อสารจนถึงปัจจุบัน”

“ภาษามลายูที่นี่มีความคล้ายกันกับภาษามลายูทางตอนเหนือของมาเลเซีย นั่นคือ เคดาห์ เพราะเคยมีโต๊ะครูท่านหนึ่ง ที่พูดมลายูสำเนียงเคดาห์ ได้มาเปิดปอเนาะที่นี่ แต่สำหรับคนมลายูที่ท่าศาลานั้น มีความคล้ายกันกับสำเนียงกลันตัน” เขากล่าวระหว่างพูดคุยกับทีมข่าว

บ้านคลองดิน เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และประชากรที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม

คุณไซนับ สายวารี อายุ 66 ปี ได้เคลื่อนไหวด้านภาษามลายูอยู่ในภาคใต้นับตั้งแต่สมัยหนุ่มสาว เขาบอกอีกว่า ความเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวในนครศรีธรรมราช สิ่งที่มีความกังวลใจอยู่ก็คือ กลัวพวกเขาจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการยกระดับของภาษามลายูในจังหวัดแห่งนี้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่นครศรีธรรมราชกับที่เป็นอยู่ในปาตานีกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอเทพา อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี

ประชากรส่วนใหญ่ในปาตานีส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู กลุ่มผู้สูงอายุที่นี่สามารถสื่อสารภาษามลายูสำเนียงกลันตันเป็นอย่างดี และไม่ค่อยรู้ภาษาไทยเท่าไหร่

อาจารย์ อัสนีย์ ดอเลาะแล ประธานศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา ได้กล่าวว่า สำเนียงภาษามลายูปาตานีมีความคล้ายกันกับสำเนียงกลันตัน เพราะเกิดจากอิทธิพลปัจจัยทางประวัติในสมัยการปกครองของอาณาจักรปาตานี
“ตามพงศาวดารของปาตานีในช่วงที่รายากูนิงได้สวรรคต การปกครองถูกแทนที่โดยราชาบากัลป์จากกลันตัน เพราะว่ารายากูนิงมิได้มีรัชทายาท”

“เพราะว่ากษัตริย์จากกลันตันมีบุญคุณต่อรายากูนิงอย่างมาก จึงได้แต่งตั้งรายาจากกลันตันขึ้นมาสืบราชบัลลังค์ เพื่อปกครองปาตานี ซึ่งว่ากันว่ามีถึงจำนวนแปดองค์ด้วยกัน”

อาจารย์อัสนีย์ ได้กล่าวอีกว่า ปาตานีในอดีตถือเป็นเมืองที่ตั้งอยู่แถบเหนือของแหลมมลายู ระหว่างเมืองสงขลากับเมืองกลันตัน ก่อนที่จะถูกรุกรานและโดนยึดครองโดยสยามในที่สุด

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เคยปรากฏการมีอยู่ของอาณาจักรปาตานีรายา (Patani Besar) เมื่อปี 1603 ที่ครอบคลุมตั้งแต่ปาตานี กลันตัน สงขลา ตรังกานู และพัทลุง

ก่อนที่อาณาจักรแห่งนี้จะถูกแบ่งเป็นเขตต่างๆ เมื่อครั้นที่ปาตานีถูกรุกรานโดยสยามประเทศเมื่อปี 1785 ในที่สุด

อ่านเพิ่มเติม http://www.bernama.com/bernama/v8/bm/newsindex.php?id=1215209