หน้าแรก รายงาน

จากเจ้าของร้านอาหารในมาเลย์เกือบ 20 ปี  กลับมาเปิดร้านในปัตตานี สู้โควิด ผลตอบรับเกินคาด

“ถามตัวเองก่อนว่าใจรักในสิ่งที่ทำแค่ไหน ถ้าทำด้วยใจเหนื่อยแค่ไหนก็ไปรอด” “ฮูเซน การี” เจ้าของร้านดุอา Du-a Roti-Coffee ร้านอาหารเปิดใหม่ย่านตะลุโบะ ชานเมืองปัตตานี บอกถึงการทำร้านอาหารด้วยหัวใจของเขา

ฮูเซน ชาวบ้านบางปู อ.ยะหริ่ง มีพี่ชายเปิดร้านอาหารที่มาเลเซีย ช่วงปิดเทอมเขาจะไปช่วยงานที่ร้าน กลับมาเรียนจนจบแล้วไปทำงานที่มาเลย์ต่อ จนประมาณปี 2545 เขามีร้านอาหารเล็กๆ เป็นของตนเองในมาเลย์

“เราต้องอาศัยคนมาเลย์ในการเปิดร้านเพราะกฎของประเทศมาเลย์ เปิดได้ประมาณสองปีก็โดนรื้อเพราะเราสร้างทับที่เขา ก่อนโดนรื้อสามเดือนได้เปิดร้านใหม่ใกล้กัน จากนั้นก็เปิดร้านใหม่มาเรื่อยๆ บางทีเปิดมาก็ไม่มีคน และทำร้านอาหารมาตลอด จนถึงเดือนมีนาคม ปี 2563 กลับมาบ้านปัตตานี ซึ่งกลับมาบ้านทุกเดือน กลับมาวันที่ 10 มีนาคม พอวันที่ 19 มีนาคม ทางมาเลย์เขาปิดด่าน คิดว่าเขาน่าจะเปิด อยู่ไปนานก็ไม่เปิดสักที”

ฮูเซน การี

“เคยคิดมานานแล้วว่าจะเปิดร้านที่เมืองไทยเพราะอยากกลับมาอยู่บ้านกับครอบครัว พอเกิดวิกฤติโควิดเลยมีโอกาสได้อยู่บ้านเกิดมาประมาณหกเดือน ตอนสิงหาคมเห็นว่าสถานการณ์เริ่มยาว เข้ามาเลย์ก็ไม่ได้ ดูทำเลมาหลายที่ หาเจ้าของที่ดิน จนมาได้ที่ว่างตรงข้ามโรงไฟฟ้าตะลุโบะ ถนนสายนี้ยังไม่มีร้านแบบนี้ เป็นความลงตัว มีพื้นที่เยอะก็เลยขอเช่าเริ่มทำร้านในเดือนกันยายน ทำร้านประมาณสามเดือน ใช้งบไปใช้ได้เหมือนกัน ก็ได้ตามที่ต้องการ เปิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 ผลตอบรับเกินคาด”

ดุอาเปิดบริการตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ด้วยอาหารเช้า ข้าวแกงพื้นบ้าน โรตี ช่วง7-11 โมง จากนั้นเป็นอาหารตามสั่ง ช่วงบ่ายสามถึงสามทุ่มมีโรตี อาหารทานเล่น อาหารหนัก พนักงานในร้านเป็นเยาวชนและคนปัตตานีที่มีพื้นเพไม่ไกลจากร้าน

ขณะที่ร้านอาหารในมาเลย์ก็ยังเปิดอยู่ ให้ลูกน้องที่ไม่ได้กลับมาทำกับคนที่มาเลย์ ขายแบบเอากลับบ้าน ประคองให้อยู่ได้ ให้ดูแลกันเอง ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นเขาบอกว่าต้องดูกันอีกที

ยี่สิบปีที่ผ่านมาร้านอาหารในมาเลย์สร้างรายได้ให้ฮูเซนได้มีสายป่านยาว เนื่องจากผลตอบรับที่มาเลย์ดีมาก วิถีชีวิตชาวมาเลย์ชอบทานข้าวนอกบ้าน ครัวของชาวมาเลย์คือร้านต้มยำของคนไทยซึ่งมีชื่อเสียงที่มาเลย์มาก แต่วิถีชีวิตคนไทยแตกต่างกัน ไม่ได้ทานอาหารนอกบ้านทุกมื้อ เขาอยากให้คนมาทานแล้วมาอีก ไม่ใช่มาครั้งเดียว มาเช็คอินแล้วหาย

“สิ่งสำคัญในการเปิดร้านคือใจต้องรักงานบริการ ทำเลดี อาหารอร่อย ราคาเป็นกันเอง และทุกครั้งที่ลูกค้าที่เข้ามานั่งทานที่ร้าน เราเอาคำแนะนำจากลูกค้ามาปรับปรุง เพื่อพัฒนาให้ดีกว่าเดิม การทำร้านอาหารต้องมีใจรัก รักการบริการ งานนี้ไม่มีวันจบ เราต้องปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา”

ฮูเซนบอกว่าหากเทียบรายได้กับตอนที่ทำร้านในมาเลย์รายได้ดีแต่การได้กลับมาอยู่บ้านเกิดถือว่าดีกว่า แต่ต้องใช้ความอดทนให้มาก ซึ่งการมาเปิดร้านอาหารที่บ้านเท่ากับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แม้จะทำร้านที่มาเลย์อยู่ในระดับที่โอเคแล้ว อาจจะไม่ได้ดังใจคิด ต้องใช้เวลา พยามยามให้ทันโลก เรียนรู้ตลอดเวลา ให้ลูกค้าประทับใจและกลับมาใช้บริการอีก

“ถามใจตัวเองว่ารักสิ่งที่ทำมากมั้ย งานที่ใจเรารักเราจะทำได้ดี อยากทำอยู่ตลอด ไม่ทำตามกระแส ที่สำคัญคือครอบครัวที่คอยให้กำลังใจอยู่เคียงข้าง ถึงแม้เจอปัญหาอุปสรรคมามาก เคยท้อแท้แต่ไม่เคยถอยเพราะครอบครัวคอยให้กำลังใจเสมอ ทำให้มาถึงวันนี้ วิกฤตนี้อยู่ที่ใครจะมองให้เป็นโอกาส คนเราต้องกินทุกวัน แม้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร การทำร้านอาหารมีเงินสดหมุนเวียนทุกวัน อยู่ที่เราบริหารจัดการและทำให้ร้านมีมาตรฐาน เราจะไหลไปตามเหตุการณ์ที่เกิดไม่ได้ อย่าหมดกำลังใจ ชีวิตเราต้องเดินหน้า คนที่รอความหวังจากเราอีกเท่าไหร่ ถ้าเรายืนได้อีกหลายคนก็จะรอดไปด้วย เราต้องยอมสละบางอย่างไปเพื่อรักษาสิ่งที่จะไปต่อ ทุกคนล้วนแต่เจอบททดสอบต่างกัน ขอให้อดทนและสู้ต่อไป”

“ร้านดุอาร์ได้เข้าโครงการคนละครึ่งด้วย ลูกค้าตอบรับดีมากซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี รอดูสถานการณ์ว่าเมื่อมาเลย์เปิดประเทศแล้วจะเป็นอย่างไร ดูจังหวะและโอกาสที่อาจจะขยายร้านในปัตตานี ตอนนี้เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด”

“คนปัตตานีเป็นนักชิม รู้กระทั่งว่ารสชาตดั้งเดิมเป็นอย่างไร มีส่วนผสมอะไรบ้าง เราต้องเป็นตัวจริงจึงจะอยู่ได้ เราจึงพยายามสรรหาและทำให้ลงตัวที่สุด” ฮูเซน บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังและมั่นใจในร้านดุอาของเขา

ด้านเจ้าของกิจการคนอื่นและแรงงานจากมาเลเซียที่กลับไทยด้วยสถานการณ์วิดเช่นกัน ส่วนใหญ่ตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างกัน คือรายได้ไม่พอกิน จึงพยายามหาหนทางทำมาหากินเพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ

นางยามีละ อาบะ อายุ 35 ปี เจ้าของร้านอาหารในมาเลเซีย ชาวอ.โคกโพธิ์ กล่าวว่า กลับมาตั้งแต่โควิดระบาดครั้งแรก ตอนนี้มาเลย์ระบาดรอบที่สามแล้วก็ยังไม่ได้เข้าไปทำงานเพราะปิดประเทศ ได้แต่ช่วยแม่ขายจาก พอได้กินไปวันๆ ไม่เอาอะไรมากแค่ได้กินกับลูกได้เรียน

นายสูไฮมี สาและ อายุ 28 ปี แรงงานต้มยำมาเลเซีย ชาวอ.ยะหาจ.ยะลา กล่าวว่า ตอนนี้ได้ทำงานที่โรงงานแถวหาดใหญ่แล้วหลังทนรอมาเลย์เปิดด่านไม่ไหว คิดว่าทำงานที่นี้ถ้าไปได้ดีก็จะอยู่ตลอดไม่ไปมาเลย์แล้ว แต่ถ้าเทียบรายได้อยู่มาเลย์จะเก็บเงินก้อนได้ อยู่บ้านเงินเดือนออก จ่ายหมด ไม่เหลือ

นายอิสมะแอ ดารี อายุ 42 ปี แรงงานต้มยำมาเลเซีย ชาวบ้านดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กล่าวว่า กลับมาช่วงแรกๆ โควิดระบาด ไม่กล้าอยู่มาเลย์ กลับมาแรกๆ ช่วยแม่ขายของ แต่พอระยะยาว ภาระเยอะต้องทำอะไรที่เป็นรายได้มากกว่าช่วยแม่พอกินข้าว

“เรามีลูก 4 คน เขาเรียนหนังสือ ต้องใช้เงิน ก็เลยมาขายไอศรีมบนรถโชเล่ ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ตอนนี้ก็ติดหนี้ เพราะไปรับไอศรีมมา ขับรถไปตามทาง ถึงชุมชนก็แวะขายๆ ไม่ได้ก็ขาดทุน ที่ขายไม่ได้เพราะคนไม่มีเงิน และคนขายของเยอะด้วย เราไม่ทำเลยก็ไม่ได้เลย แต่ถ้าทำก็เสี่ยงเอา วันที่ขายได้ก็พอเอามาจ่ายหนี้บ้าง โชคดีที่เจ้าของไอศรีมสงสารให้ติดได้ ถ้าเทียบการทำงาน ที่บ้านเราจะทำงานสะดวกกว่า ไม่ต้องหลบๆ แต่รายได้ที่บ้านเราไม่มั่นคง แต่ถ้าที่มาเลย์ แม้ต้องหลบๆ แต่ทำงานรายได้มั่นคง”

นายอิสมะแอ ยีเซ็ง อายุ 25 ปี ชาวหนองจิก จ.ปัตตานี กล่าวว่า ตนเก็บขยะขายได้วันละ 50-100 บาท จะเดินเก็บตามถนน สาย 418 ไปเรื่อยๆ ไปไม่ไหว เหนื่อยก็เดินกลับ ตอนนี้อยากมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ เป็นประจำ 100-200 บาทพอที่จะกินข้าวเลี้ยงแม่ได้ก็พอใจแล้ว

ทุกการงานและทุกอาชีพต้องมีใจรัก พร้อมสู้ จังหวะและโอกาส คือสิ่งที่ต้องมองหา และลงมือทำ…