หน้าแรก บทความ

เก็บตกสัมนา 3 จชต. สิทธิเขา- สิทธิเรา “โลกตระหนักสิทธิมนุษยชน แต่คนมีอำนาจคิดอีกแบบ”

ประเด็นสิทธิมนุษยชน นับเป็นประเด็นสำคัญ สำหรับประเทศไทยมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะในบริบทความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้เมื่อ ในระยะช่วงหลังๆมานี้ ค่อนข้างจะได้รับความสนใจมากขึ้นไม่เพียงแต่คนในพื้นที่เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงองค์กรต่างประเทศด้วยเช่นกัน

วานนี้  (05 ม.ค. 63)  ระหว่างเวลา  คณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฎอนี  จัดกิจกรรมเวทีสัมมนา ทางกฎหมาย ว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน หัวข้อ “สิทธิเขา สิทธิเรา ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยฟาฎอนี  ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดยมีวิทยากร ดร.พิมพ์รภัช  ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิฟรีดรีช เนามัน  ดร.ฆอซาลี   เบ็ญหมัด คณบดีคณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์ นายแพทย์อนันต์ไชย ไทยประทาน รองประธานสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี สะท้อนมุมมองในประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

โดย ดร.พิมพ์รภัชฯ กล่าวว่า สิทธิตามหลักสากลนั้น คนเราจะได้มาโดยติดตัวมาตามธรรมชาติ ทาง มูลนิธิฟรีดรีช เนามัน ได้ศึกษาและได้พบคำตอบเรื่อง สิทธิมนุษยชนว่า ไม่ใช่มีใครมาให้เรา แล้วก็เป็นของเรา มันติดมากับเราตั้งแต่เกิด

“สิทธิในความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา สิทธิการมีชีวิตอยู่ในสังคม สิทธิในการศึกษา  เป็นต้น  สิทธิในความเป็นมนุษย์ นับว่าสำคัญมาก เป็นการเคลื่อนไหวของสังคมโลก  เขาจะเรียกว่า สิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเองในการที่จะมีสิทธิ์  เราจะทำอะไรเราก็สามารถที่จะทำสิ่งนั้น ในสังคมยุคดิจิตอลมีสิ่งสำคัญมาก ๆ คือ สิทธิความเป็นส่วนตัว เรื่อง สิทธิ เป็นเรื่องของการรู้หรือไม่รู้ แล้วเราจะรับมืออย่างไรกับในยุคสังคมดิจิตอล  เราจะรู้สึกว่า มันเป็นช่องทางการสื่อสารที่ง่ายมาก แต่เราก็แลกกับความไม่เป็นส่วนตัวของเรา”

“สิทธิมนุษยชนมาได้อย่างไร ก็เกิดขึ้นจาก สิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน หากมีการห้ามการกระทำก็ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของสิทธิโดยไม่กระทบกับคนอื่น สิทธิมนุษยชนสากลสามารถใช้ได้กับทุกที่ ไม่จำเป็นว่าจะใช้ที่ปัตตานีหรือที่ใดก็ตาม”

ขระที่ ดร.ฆอซาลีฯ ในฐานะนักวิชาการมุสลิมก็สะท้อนในมุมมองของหลักการศาสนาอิสลาม พร้อมชี้ความเชื่อมโยงกับหลักสากลว่า ได้มีการบัญญัติชัดเจนว่าเป็น สามัญสํานึก หรือ National Law หรือ กฎธรรมชาติ ซึ่งทุกอย่างจะสอดคล้องกับอิสลาม

“สิทธิในอิสลาม ไม่ได้มองแค่สิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่รวมถึง สิทธิของสัตว์ชน  และสิทธิสิ่งแวดล้อม อิสลามไม่อนุญาตให้ไปละเมิดสิทธิเหล่านั้นได้ เมื่อได้มีการละเมิดจะต้องมีการลงโทษแก่ผู้ที่ละเมิด เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงมาก การดูแลในเรื่องสิทธิมนุษยชนจะไม่เกี่ยวข้องถึงศาสนาอย่างเดียว แต่จะรวมถึงรัฐด้วย ไม่จำเป็นว่า รัฐนั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม อัลลอฮ์จะรักษารัฐที่ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และจะลงโทษแก่รัฐที่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงแม้จะเป็นรัฐอิสลามหรือไม่ก็ตาม การแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่จำเป็นต้องแก้ที่ตัวกฎหมายแต่ต้องแก้ไขที่ตัวคนที่ใช้กฎหมาย ตามแนวทางของศาสนาอิสลาม”

อย่างไรก็ดีสำหรับนายแพทย์อนันต์ไชยฯ แล้ว เรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันนั้นมักจะถูกกำหนดโดยประเทศที่เป็นมหาอำนาจในโลก โดยชี้ว่า  สิทธิมนุษยชนมีการกำหนดโดย ประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลก 5 ประเทศ สิทธิมนุษยชนที่ใช้อยู่ในโลก เกิดความบิดเบี้ยวไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงของสภาวะปัจจุบัน

“เป็นการสร้างมาตรฐานโดย กลุ่มประเทศมหาอำนาจโดยไม่เป็นธรรม ไม่มีการบังคับใช้ในกลุ่มประเทศที่ไม่มีอำนาจ เรื่อง สิทธิมนุษยชนสากลจำเป็นต้องปฏิรูปการเมืองโลกขึ้นใหม่ เพราะกฎหมายที่เขียนมากำหนดมาเพื่อเพียงไม่กี่ประเทศ แต่ไม่ได้ มองเห็นถึงความสำคัญของประเทศที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจ กฎหมายที่ใช้อยู่เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม แต่ความเป็นจริงปฏิบัติไม่ได้”

สำหรับบรรยากาศในห้องสัมมนานั้น ค่อนข้างจะได้รับความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ และนักวิชาการ ทั้งคีย์เวิดสำคัญสำหรับสัมมนาครั้งนี้ ที่พยายามชี้ให้เห็น คือ พลเมืองโลกล้วนตระหนักในหลักสิทธิมนุษยชน

แต่ในทางกลับกันผู้มีอำนาจในรัฐทั่วโลกเองมักจะคิดอีกแบบ”