หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ

จับตา “ปาเลสไตน์” สู่ความเป็นสมาชิก UN ลำดับที่ 194

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อผู้นำปาเลสไตน์เตรียมยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อยกฐานะดินแดนปาเลสไตน์ขึ้นเป็นรัฐสมาชิก โดยยึดเส้นพรมแดนปี 1967 และมีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง

องค์การบริหารปาเลสไตน์(Palestinian Authority) ใช้ความพยายามมาอย่างยาวนานที่จะตั้งรัฐเอกราชขึ้นในเขตเวสต์แบงก์ รวมถึงเยรูซาเล็มตะวันออกและฉนวนกาซาที่ถูกอิสราเอลปกครองมาตั้งแต่สิ้นสุดสงคราม 6 วันในปี 1967 อย่างไรก็ตาม การเจรจาสันติภาพที่ถูกจัดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ก็ไม่อาจนำมาซึ่งข้อตกลงใดๆที่จะยุติข้อพิพาทดินแดนอย่างเป็นรูปธรรม

กระทั่งปีที่แล้ว ทางการปาเลสไตน์หันมาใช้ยุทธวิธีการทูตแบบใหม่ นั่นคือร้องขอให้แต่ละประเทศช่วยรับรองรัฐปาเลสไตน์ตามเส้นเขตแดนในปี 1967 และขณะนี้ก็จะยื่นคำร้องเพื่อขอเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติลำดับที่ 194 จากเดิมที่ฐานะขององค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์(PLO) เป็นเพียงองค์กรสังเกตการณ์เท่านั้น

การยกสถานะของปาเลสไตน์ขึ้นเป็นรัฐสมาชิกจะเปิดโอกาสให้ปาเลสไตน์ได้เข้าร่วมองค์กรต่างๆของยูเอ็น หรือเป็นภาคีในสนธิสัญญาระหว่างประเทศอื่นๆต่อไปในอนาคต เช่น ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะสามารถฟ้องร้องเรียกคืนดินแดนที่อิสราเอลยึดครองอยู่ได้

กระบวนการสู่ความเป็น “รัฐปาเลสไตน์”

กระบวนการพิจารณาของยูเอ็นเพื่อรับรองความเป็นรัฐปาเลสไตน์มีขั้นตอนที่ชัดเจน โดยประธานาธิบดี มะห์มูด อับบาส แห่งปาเลสไตน์จะต้องยื่นคำร้องต่อนาย บัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งจะเป็นผู้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จากนั้นปาเลสไตน์จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากคณะมนตรีความมั่นคงฯไม่น้อยกว่า 9 ใน 15 เสียง และต้องไม่มีชาติสมาชิกใช้สิทธิ์วีโต จึงจะผ่านขั้นตอนดังกล่าวไปได้

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯประกาศชัดเจนว่าจะใช้สิทธิ์วีโตคำร้องของปาเลสไตน์อย่างแน่นอน ในขณะที่อังกฤษกับฝรั่งเศสมีแนวโน้มว่าจะงดออกเสียง เนื่องจากไม่มีอำนาจรับรองสมาชิกภาพของรัฐที่ตนเองไม่ได้ยอมรับในระดับทวิภาคีมาก่อน

หากเป็นไปตามที่คาดหมายกันคือสหรัฐฯใช้สิทธิ์วีโต ปาเลสไตน์ก็ยังสามารถส่งคำร้องไปยังสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งจะทำการโหวตภายใน 48 ชั่วโมง หรืออาจเลื่อนเวลาไปจนถึงการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม โดยระหว่างนั้นอาจมีการเจรจาเพื่อร่างมติที่จะดึงเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะจากประเทศแถบยุโรป

มติที่ว่านี้อาจเรียกร้องให้มีการยกระดับปาเลสไตน์เป็น “รัฐสังเกตการณ์ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก” (non-member observer state) ซึ่งจะมีสิทธิเหนือกว่าองค์กรสังเกตการณ์ทั่วไป และเป็นสถานะที่นครรัฐวาติกันและสวิตเซอร์แลนด์ก็เคยดำรงมาก่อน

สถานะดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิกองค์กรของยูเอ็นหรือศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ต่อไปในอนาคต แม้จะไม่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวโดยอัตโนมัติก็ตาม แต่สำหรับชาวปาเลสไตน์เองก็ยังมีคำถามอยู่ว่า รัฐสังเกตการณ์ปาเลสไตน์จะสามารถเป็นผู้แทนชุมชนผู้ลี้ภัยพลัดถิ่นได้อย่างที่ พีแอลโอ เป็นอยู่หรือไม่ ซึ่งประธานาธิบดี อับบาส ก็แถลงเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า การเป็นรัฐปาเลสไตน์จะไม่กระทบต่อสถานะของ พีแอลโอ อย่างแน่นอน

ผู้แทนการทูตระบุว่า มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจะครอบคลุมความเห็นของทุกประเทศที่รับรองความเป็นรัฐปาเลสไตน์ (ราว 126 ประเทศ ตามข้อมูลจากทูตปาเลสไตน์ประจำยูเอ็น) และมีคำร้องไปยังคณะมนตรีความมั่นคงฯเพื่อให้รับปาเลสไตน์เข้าเป็นรัฐสมาชิก นอกจากนี้ก็น่าจะมีตัวแปรเสริมอื่นๆที่ปูทางให้อิสราเอลและปาเลสไตน์สามารถเปิดเจรจาสันติภาพต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ปาเลสไตน์ สามารถเลือกปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯหรือสมัชชาใหญ่แห่งยูเอ็น หรือจะปฏิบัติตามมติของทั้งสองหน่วยงานก็ได้

นักวิเคราะห์เตือนความเป็น “รัฐ” ไม่แก้ปัญหาดินแดน

แม้การเป็นรัฐสมาชิกของยูเอ็นจะเพิ่มสิทธิให้ปาเลสไตน์สามารถเรียกร้องเอกราชผ่านองค์กรระหว่างประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในทางปฏิบัติคงไม่อาจยุติการครอบครองดินแดนโดยอิสราเอล และไม่ช่วยให้ปาเลสไตน์มีอธิปไตยเหนือดินแดนที่พวกเขาต้องการจะตั้งเป็นรัฐในอนาคตได้

สมาคมเพื่อสิทธิพลเมืองในอิสราเอล (ACRI) ระบุว่า ตราบใดที่อิสราเอลยังยืนกรานว่าปาเลสไตน์จะต้องได้รับเอกราชผ่านการเจรจาสันติภาพเท่านั้น รัฐปาเลสไตน์ใหม่ก็จะมีอธิปไตยอย่างจำกัด และแม้องค์การสหประชาชาติจะรับปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 194 แต่ก็จะไม่มีผลให้การครอบครองดินแดนโดยชาวอิสราเอลสิ้นสุดลง เพราะตามกฎการครอบครองดินแดน ความเป็นรัฐไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าดินแดนนั้นถูกครอบครองด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ดี รัฐปาเลสไตน์อาจยื่นฟ้องต่อศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ(ไอซีซี) เพื่อเรียกค่าชดเชยจากอิสราเอล ซึ่งจะมีนัยยะสำคัญต่อการตั้งถิ่นฐานของพวกเขาในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก เนื่องจากการย้ายพลเรือนเข้าไปยังดินแดนที่ถูกครอบครองถือเป็นอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“นั่นหมายความว่า ประเด็นการตั้งถิ่นฐานจะกลายเป็นคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ปาเลสไตน์สามารถเอาผิดกับอิสราเอลที่พยายามขยายถิ่นฐานชาวยิวได้” สมาคมฯ ระบุ

อลัน เบเกอร์ อดีตที่ปรึกษากฎหมายประจำกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ระบุว่า แม้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจะรับรองความเป็นรัฐปาเลสไตน์ แต่ก็ถือว่าผิดหลักเกณฑ์สากล เนื่องจากรัฐต้องมีอำนาจปกครองดินแดนของตนเอง ทว่าปาเลสไตน์ไม่มีอำนาจเหนือเยรูซาเล็มตะวันออกเลยแม้แต่น้อย

เจ้าหน้าที่อิสราเอลยังอ้างว่า การรณรงค์ขอเป็นสมาชิกยูเอ็นจะทำให้ข้อตกลงออสโล (Oslo Accords) ซึ่งกำหนดให้ตั้งองค์การบริหารปาเลสไตน์ และวางแนวทางแก้ไขข้อพิพาทเรื่องดินแดน, นครเยรูซาเล็ม, การตั้งถิ่นฐานชาวยิว, ผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ และสาระสำคัญอื่นๆ ต้องเป็นโมฆะ เนื่องจากการกระทำของปาเลสไตน์เป็นการข้ามขั้นตอน ทำให้ข้อตกลงอื่นๆไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป และนั่นหมายความว่าอิสราเอลจะสามารถเข้ายึดครองดินแดนทั้งหมดหรือบางส่วนที่คาดว่าจะมีผลต่อความมั่นคงของตนเอง