หน้าแรก ศิลปะและวัฒนธรรม ท่องโลกกว้าง ย้อนอดีต…การล่มสลายของราชวงศ์สุลต่านมลายูในอินโดนีเซีย

ย้อนอดีต…การล่มสลายของราชวงศ์สุลต่านมลายูในอินโดนีเซีย

เราคงลืมไปแล้วฤา? เมื่อปี 1946 บรรดากษัตริย์แห่งเมืองมลายูบนเกาะสุมาตราตะวันออกถูกปลงพระชนม์พร้อมกับเหล่าวงศาคณาญาตินับพันคนอย่างโหดเหี้ยม

เมื่อช่วงเที่ยงคืนของคืนวันที่ 3 มีนาคม 1946 ถือเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของชาวมลายู ที่ได้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจให้กับชาวมลายูบนเกาะสุมาตราตะวันออกอย่างไม่สิ้นสุด และนอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของชาวมลายูในคาบสมุทรที่ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมผนวกกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

เพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น ที่บรรดาสุลต่านในบางรัฐถูกฆาตกรรมอย่างไร้ความปราณีโดยกลุ่มคนที่มีความฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มแรงงานซึ่งเป็นลูกหลานของบุคคลผู้อพยพ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงต้นปี 1946 เมื่ออุณหภูมิทางการเมืองในสุมาตราตะวันออกเริ่มมีความร้อนแรงมากขึ้น เมื่อฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์เริ่มมีการตั้งฐานพรรคการเมืองและมีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นในหมู่ผู้ใช้แรงงานหรือพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย

พระราชวังดารุลอามาน ที่ตันหยงปูรา ซึ่งเป็นของราชวงศ์ลังกัตเมื่อปี 1930 ที่ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ สืบเนื่องจากการก่อขบถของกลุ่มผู้ที่อ้างถึง “ความเป็นเจ้าของแห่งปวงราช” ที่ปรารถนาซึ่งอำนาจ พร้อมกับพระราชวังอื่นๆ ในสุมาตราตะวันออก ซึ่งบัดนี้ประชาชนบนเกาะสุมาตราตะวันออกบัดนี้ได้ตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดที่บรรดาบรรพบุรุษของพวกเขาได้ก่อขึ้นก่อนหน้านี้

สืบเนื่องจากความล้มเหลวของนายพลซูการ์กับบรรดาสุลต่านมลายูในสุมาตราในการรับทราบถึงจุดยืนของบรรดาสุลต่านในแถลงการณ์ประกาศสนับสนุนการปลดแอกจากฮอลแลนด์ ในขณะที่ทางรองผู้ว่าราชการแห่งเกาะสุมาตราที่ได้รับการแต่งตั้ง ท่านอามีร ชารีฟุดดีน (หนึ่งในคนที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์) เดินทางมาถึงที่เมืองเซอร์ดังแห่งสุมาตราและได้ทำการปลุกระดมผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ เพื่อขจัดโค่นล้มอำนาจของระบอบสุลต่านและบรรดาขุนนาง อีกทั้งเขายังเป็นนักเขียนและเป็นบรรณาธิการประจำนิตยสาร Pemoeda Soematra อีกด้วย

ภายใต้คลื่นลมที่เงียบสนิทกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดคอมมิวนิสต์ได้มีการวางแผน ในการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ของบรรดาสุลต่านมลายู ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองสู่ระบอบการปกครองแบบรัฐบาล ซึ่งต่อมาพวกเขาได้ดำเนินการโฆษณาชวนเชื่อทางหนังสื่อพิมพ์ ในสื่อวิทยุ และแผ่นพับ พร้อมกับการใส่ร้ายป้ายสีเพื่อปลุกระดมมวลชนด้วยวามกรรม “อำนาจของปวงชน” (Daulat Rakyat) เพื่อเป็นการต่อกรกับวาทกรรม “อำนาจของกษัตริย์” (Daulat Tuanku) พร้อมกันนี้บรรดาสุลต่านมลายูมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบรรดาชนชั้นนำของฮอลแลนด์ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บรรดาขุนนางและบรรดาสุลต่านมลายูได้ทำการขูดรีดและกดขี่ประชาชน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ว่าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งคือ เต็งกูมูฮัมมัด ฮาสซัน พร้อมคณะทั้งหมด 7 คันได้ออกเดินทางจากเมืองเมดานเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1946 ผ่านทางบาสตาเกีย และสุมาตรากลางมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของสุมาตรา และตามกำหนดการเดิมนั้นจะเดินทางกลับไปยังเมดานในวันที่ 22 มีนาคม 1946

เมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 3 มีนาคม 1946 ได้มีประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้อพยพที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งพวกเขาได้ทำการบุกโจมตีพระราชวังและสำนักงานของรัฐบาลมลายูและได้ประกาศว่าราชวงศ์มลายูได้ถูกโค่นล้มโดยชาวอินโดนีเซียไปแล้ว

การฆาตกรรมบรรดาขุนนางในพระราชสำนักของกษัตริย์ ได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะโดยการถูกถ่วงน้ำในทะเล ถูกตัดศีรษะ ถูกฝังทั้งเป็น และการฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วยวิธีต่างๆ ที่กระทำโดยผู้คนที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย

การจู่โจมในครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่สำหรับสุลต่านบีดาร อาลัม แห่งเมืองบีลาฮ์ สุลต่านมะห์มูด อามาน ฆาฆาร อาลัมชาห์แห่งเมืองปานัย และเต็งกูมุสตาฟา ฆือลาร มักมูรแห่งเมืองโกตาปีนัง ราชวงศ์สุลต่านแห่งเมืองเซอร์ดัง ราชวงศ์สุลต่านเดลีแห่งเมืองเมดาน รัฐมลายูยังดีเปอรตูวาอาฆง อัลฮัจญีมูฮัมหมัด ชาห์แห่งเมืองลาบูฮันบา

สุลต่านเหล่านี้ถูกสังหารโดยกลุ่มผู้อพยพผู้ใช้แรงงานที่ทำงานให้กับบรรดาสุลต่าน ที่ถูกปลุกปั่นโดยกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์

เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรของรัฐเหล่านี้ประกอบด้วยกลุ่มผู้อพยพที่เข้ามาในฐานะคนงานตามท้องทุ่ง

ส่วนพระราชวังที่อื่น ๆ ของสุลต่านลังกัตที่ตันหยงและในเมืองโกตาบีนัย ถูกจู่โจมถูกปล้น ในขณะที่บรรดาวงศาคณาญาติถูกจับกุมและส่วนใหญ่โดนฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม่แต่นักเขียนชาวอินโดนีเซียที่โด่งดัง เต็งกูอามีร ฮัมซะฮ์ ยิ่งไปกว่านั้นบุตรธิดาของสุลต่านถูกกระทำชำเราข่มเหงต่อหน้าต่อตาของสุลต่านลังกัต ในขณะเดียวกันเจ้าชายที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ความโหดร้ายในครั้งนี้เกิดจากผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์ท่านหนึ่งที่ชื่อ มัรวาน พร้อมผู้สนับสนุน

สุลต่านลังกัตถือเป็นสุลต่านพระองค์หนึ่งที่ร่ำรวยและมั่งคั่งในสุมาตรา ที่มีรายได้มาจากปิโตรเลียม และถ้าหากว่าพระราชวังของสุลต่านที่ไหม้เกรียมนั้นยังคงอยู่ ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่ายิ่งให้กับชาวมลายูทั้งโลก

บรรดาคณาญาตที่เป็นผู้ชายแห่งเมืองอาซาฮันถูกสังหารทั้งหมดรวมทั้งภรรยาและลูกชายของเต็งกู มูซา  ซึ่งภายในระยะเวลาไม่กี่วัน จำนวน 140 คนถูกสังหาร หลังสืบทราบว่าเป็นเครือญาติที่ใช้ชื่อสกุลเต็งกู

จากนั้นพวกเขาได้บรรดาวงศาคณาญาติของราชวงศ์สุลต่านมลายูทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้หญิงและเด็กๆก่อนจะนำไปยังสถานที่คุมขังที่เมืองซีมาลูงุนและตานะฮ์กาโร ก่อนจะทรมานและสังหาร

อินโดนีเซียในห้วงดังกล่าวเสมือนเป็นการสนับสนุนความโหดเหี้ยมดังกล่าวนี้ ถึงขนาดสองรุ่นของชาวมลายูแทบจะสูญเสียตัวตนของตัวเอง

พวกเขามีความหวาดกลัวที่จะยอมรับว่าตัวเองคือชาวมลายู อีกทั้งได้เพิ่มคำว่า บาตัก นำหน้าชื่อของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนหรือได้เข้าทำงานในสำนักงานของรัฐบาล พวกเขาได้ระงับการใช้ชื่อเต็งกูหรือวันนำหน้า เพราะกลัวว่าจะถูกตามหาและทำร้ายในฐานะเป็นคณาญาติของสุลต่าน

ในที่สุด19  ปีหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน 1965  เกิดการทำรัฐประหารโดยกองทัพอินโดนีเซียที่นำโดยนายพลซูฮาร์โต ที่ได้ดำเนินการยุบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย กลุ่มผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ของอินโดนีเซีย ได้ยอมรับกับชะตากรรมในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำต่อสุลต่านมลายูในสุมาตราในอดีต

ประมาณเกือบสองล้านคนกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ถูกกวาดล้างโดยกองทัพอินโดนีเซีย และส่วนใหญ่ของบรรดาแกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘การปฏิวัติสังคมปี 1946 ทางตะวันออกของสุมาตรา

อย่างไรก็ตามความหวังของชาวมลายูในภาคตะวันออกของสุมาตราได้กลับมาอีกครั้งเมื่อปี 1971 เมื่อผู้นำชาวมลายูในภาคตะวันออกของเกาะสุมาตราที่ได้รับการคุ้มครองโดยผู้บัญชาการของเกาะสุมาตราพลโทอาหมัด ตอฮีร ได้ทำการรวบรวมองค์กรต่างๆ ทั้ง 17 องค์กรของกลุ่มภาคประชาสังคมมลายูได้ก่อตั้งองค์กรร่มขึ้นมาที่ชื่อว่า MAJLIS ADAT BUDAYA MELAYU INDONESIA (MABMI) .หรือ สภาวัฒนธรรมมลายูแห่งอินโดนีเซีย

จนบัดนี้วัฒนธรรมมลายูดั้งเดิมอีกมากที่ได้สูญหาย สืบเนื่องจากการขาดช่วงของคนสองรุ่นในช่วงเริ่มต้นแห่งการปฏิวัติสังคมและตลอดช่วงสมัยของรัฐบาลซูการ์โน ถึงแม้ว่าปัจจุบันได้มีกลุ่มบุคคลที่พยายามจะรื้อฟื้นมรดกวัฒนธรรมมลายูในภาคตะวันออกสุมาตรา แต่ก็คงไม่เพียงพอหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากชาวมลายูทั่วโลก

บรรดาผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย บัดนี้ยังคงเสียอกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มีความใจง่ายเกินไป ที่ถูกลวงหลอกโดยแนวคิดคอมมิวนิสต์ ที่ก่อนหน้านี้ได้สร้างความปั่นป่วนเพื่อปล้นอำนาจจากรัฐบาลด้วยวิธีการที่ง่าย

 

โดย: Mestro

แปลและเรียบเรียง:  อับดุลเลาะ วันอะฮ์หมัด

ที่มา: http://postmetro.online