หน้าแรก ศิลปะและวัฒนธรรม ท่องโลกกว้าง ประติมากรรม “มัสยิด” กับอิทธิพลแห่งศิลปกรรมท้องถิ่นและพลวัตรทางสังคม

ประติมากรรม “มัสยิด” กับอิทธิพลแห่งศิลปกรรมท้องถิ่นและพลวัตรทางสังคม

เมื่อกล่าวถึง “มัสยิด” เรามักจะนึกถึงความงดงามของศาสนสถานของชาวมุสลิมที่เป็นรูปแบบอย่างที่ปรากฏเห็นโดยทั่วไป ไม่ว่ามัสยิดแห่งนั้นจะอยู่ ณ ที่ใด ล้วนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะที่บ่งบอกถึงความเป็นอิสลาม แต่โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่ขาดมิได้สำหรับรูปโฉมของมัสยิดก็คือ การออกแบบในลักษณะที่มีโดมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับศาสนสถานของอิสลาม ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมอิสลามในอดีต ที่มีโดมเป็นจุดเด่นดูตระหง่าน ซึ่งปรกติจะมีการก่อสร้าง ณ จุดกึ่งกลางของอาคารมัสยิด โดยต่อมากลายเป็นประติมากรรมแห่งอิสลาม ที่ได้กระจายเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางไปทั่วทุกหนแห่งที่อิสลามเข้าไปถึง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ การก่อสร้างอาคารสถานที่ประกอบศาสนกิจนั้นมิอาจที่จะละวางจากศิลปกรรมท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมในพื้นที่ได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าอาคารมัสยิดจะมีสถาปัตย์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมอิสลามโดยปริยายไปแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างไรเมื่อถูกสร้างโดยคนในพื้นที่นั้นๆ ย่อมมีการแอบแฝงนัยยะทางวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เช่น การแกะสลักตามบานประตูหรือช่องลมต่างๆ การทำลวดลายตามประเพณีนิยมอันดี การออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและอื่นๆ ทั้งนี้สิ่งดังกล่าวจักต้องไม่เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักจารีตทางสังคมหรือขัดกับหลักการทางศาสนา

เมื่อการก่อสร้างมัสยิดนั้นไม่ได้มีการกำหนดรูปแบบตายตัวเป็นการเฉพาะ การออกแบบและการจินตนาการโฉมอาคารจึงตกเป็นหน้าที่และสิทธิของมุสลิมที่ต้องกำหนดและออกแบบเองตามความพึงพอใจของผู้คนในสังคมหรือการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ สำคัญอยู่ที่การตั้งเจตนาในการสร้างอาคารดังกล่าวเพื่อให้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจและเป็นที่ละหมาดญุมอัต(ละหมาดวันศุกร์)ของคนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงได้

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราพบว่ามัสยิดหลังใดที่ก่อสร้างด้วยการประกอบศิลปกรรมจากวัฒนธรรมอื่นที่ตัวเองมิเคยสัมผัสเห็น ที่ดูขัดหูขัดตากับความเคยชินของเรา ย่อมเป็นเรื่องแปลกสำหรับการพบเห็น โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่ค่อนข้างมีความล่อแหลมสำหรับการผสมรวมกันในมิติด้านศาสนา อย่างไรก็ตามในอิสลามนั้นค่อนข้างเปิดกว้างในการก่อสร้างอาคารมัสยิดตามครรลองของคนแต่ละพื้นที่และภูมิภาค เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่และวัฒนธรรมของสังคม ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่าอิสลามมิได้กำหนดรูปแบบมัสยิดที่ตายตัวแต่อย่างใดไม่ ขอเพียงแต่ปัจจัยพื้นฐานในการก่อสร้างต้องเป็นทรัพย์สินที่ฮาลาล และเจตนาที่บริสุทธิ์ เป็นต้น

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่ามัสยิดแต่ละพื้นที่นั้น ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตามประเพณีของคนในพื้นที่นั้น อย่างเช่น มัสยิดบ้านฮ่อ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อดูภายนอกโดยรวมแล้วจะออกไปในแนวตามวัฒนธรรมของคนเชื้อสายจีน และยิ่งไปกว่านั้นที่เป็นที่น่าสนใจก็คือ ป้ายอาคารมัสยิดมิได้เป็นการแปลหรือเขียนตามที่มัสยิดโดยทั่วไปนิยมใช้หรือตามที่เรามักจะพบแต่อย่างใด แต่กลับเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ความหมายว่า “สถานที่สงบ” นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความอิสระในการดำเนินการจัดการรูปแบบสำหรับอาคารศาสนสถานของอิสลาม ซึ่งหากเราทบทวนอย่างลึกซึ้งเราจะพบว่าคำว่า “สถานที่สงบ” ย่อมให้ความหมายที่น่าลึกซึ้งกว่าคำว่า “มัสยิด” ที่หมายถึงสถานที่สูญูด

(ภาพ / ผู้เขียนหน้ามัสยิดบ้านฮ่อ)

“สถานที่สงบ” คือความหมายของอักษรจีนหน้ามัสยิดบ้านฮ่อจังหวัดเชียงใหม่…ที่มิได้ใช้คำว่า “มัสยิด” เหมือนมัสยิดทั่วไปแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับมัสยิดบางหลวง ที่ค่อนข้างมีความแปลกหูแปลกตาสำหรับผู้พบเห็นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ผ่านมาเห็นในครั้งแรก ที่แน่นอนจะต้องเกิดคำถามตามมาอย่างมากมาย เช่น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เหตุใดถึงเอาวัฒนธรรมของคนอื่น(พุทธ)มาประกอบสร้างศาสนสถานมุสลิม? เป็นต้น

อย่างไรก็ตามตามประวัติความเป็นมาของมัสยิดแห่งนี้ตามข้อมูลที่ได้จดบันทึกไว้ในวิกิพีเดียว่า “มัสยิดบางหลวง (บ้างเรียก กุฎีโต๊ะหยี, กุฎีขาว) เป็นมัสยิดทรงไทย ตั้งอยู่บริเวณชุมชนริมคลองบางหลวง แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (คาดว่าราวปี พ.ศ. 2328) โดยโต๊ะหยี พ่อค้าแขกที่เดินทางมายังประเทศไทย ตัวมัสยิดมีความโดดเด่นกว่ามัสยิดทั่ว ๆ ไป ด้วยการก่ออิฐถือปูนขาวทั้งหลัง แล้วทาสีไม้ด้วยสีเขียว แทนที่การออกแบบอาคารเป็นโดมตามหลักสากล รวมไปถึงการตกแต่งภายในด้วยศิลปะ 3 ชาติ คือ แบบไทย จีน และยุโรป ซึ่งถือเป็นมัสยิดทรงไทยแห่งเดียวในโลกอีกด้วย”

สิ่งที่เป็นจุดเด่นและเป็นที่สนอกสนใจของผู้เข้ามาชมมัสยิดแห่งนี้ คงเป็นอื่นไม่ได้นอกจากบริเวณที่เป็นซุ้มมิห์รอบหรือพื้นที่ด้านหน้าตรงมิมบัร ที่มีการประดิษฐ์การสลักลวดลายลงสีด้วยสีเหลืองอร่ามอย่างที่มักพบเห็นในวัด ยิ่งไปกว่านั้นมีการออกแบบลวดลายเป็นเค้าโครงของอิทธิพลของพุทธ แต่อย่างไรก็ตามในลวดลายดังกล่าวไม่มีสิ่งต้องห้ามในศาสนาแต่อย่างใด

(ภาพ / ผู้เขียนภายในมัสยิดบางหลวง)

ซุ้มมิห์รอบใน “มัสยิดบางหลวง” มัสยิดทรงไทยแห่งเดียวในประเทศ ที่มีการประดิษฐ์ด้วยลวดลายลงสีด้วยสีเหลืองอร่ามอย่างที่มักพบเห็นในศาสนสถานของพุทธ

จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า มัสยิดนั้นคือสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิม ที่ถูกออกแบบตามความนิยมชมชอบของคนในละแวกชุมชนต่างๆ ตามความพึงพอใจของคนในชุมชนนั้นๆ อีกนัยยะหนึ่งมัสยิดคือสถานที่เป็นจุดหลอมรวมของคนในชุมชนที่ซ่อนเร้นด้วยความรู้สึกที่ดีและความมีศีลธรรมทางจิตใจอันดี

ไม่เพียงแต่มัสยิดทั้งสองแห่งนั้นไม่ ยังมีอีกหลายมัสยิดที่มีการออกแบบที่มีคุณลักษณะพิเศษ อย่างเช่น มัสยิดตะโละมะเนาะ และแม้กระทั่งมัสยิดกรือเซะเอง ที่ถูกสร้างโดยการอิงจากรูปแบบที่มีอยู่ก่อนแล้ว ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามว่า มัสยิดกรือเซะได้รับอิทธิพลจากที่ใด ไม่ว่าจะเป็นจากตะวันออกกลางหรือแม้กระทั่งจากดินแดนที่เป็นแหล่งบุกเบิกของอิสลามในยุคเริ่มแรก

(ภาพ / ผู้เขียนหน้ามัสยิดกรือเซะ)

มัสยิดกรือเซะ ไม่ได้มีกลิ่นอายของความเป็นมลายูแต่อย่างใด นอกจากอิทธิพลของชาติอาหรับที่ได้เผยแผ่แนวคิดเข้าสู้เอเชียในอดีต

จะเห็นได้ว่ามัสยิดที่ถูกสร้างในที่ต่างๆ ที่ต่างยุคต่างสมัย ล้วนได้รับอิทธิพลจากความคิดของผู้คน ณ เวลานั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่มิอาจปฏิเสธได้

หากทำการเปรียบเทียบระหว่างสองมัสยิดคือมัสยิดกรือเซะและมัสยิดตะโละมาเนาะ ทั้งสองแห่งล้วนมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ที่หลังหนึ่งใช้การก่อปูนด้วยอิฐ ในขณะอีกหลังหนึ่งใช้วัสดุไม้ในการก่อสร้าง  หลังหนึ่งสร้างแบบตะวันออกไกล ส่วนอีกหลังหนึ่งสร้างตามแบบวัฒนธรรมมลายู

อย่างไรก็ตามการสร้างมัสยิดที่สอดแทรกด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ ขอเพียงแต่ไม่มีสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

จะเห็นได้ว่าพลวัตรทางความคิดของอิสลามที่ได้ผ่านทางศิลปกรรมที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ย่อมมีอิทธิพลต่อการเผยแผ่สัจธรรมให้สามารถสอดแทรกตามพื้นที่ต่างๆ ที่อาจมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมของแต่ละสังคม เฉกเช่นเดียวกับการยึดตามสำนักคิด ย่อมมีปัจจัยทางกายภาพและสภาพแวดล้อมเป็นเหตุผลหนึ่งในการออกแบบวิถีให้ชาวมุสลิมในการดำรงและดำเนินวิถีที่มีความยืดหยุ่นสมเหตุสมผลตามกาละเทศะของแต่ละช่วงเวลา ขอเพียงแต่หลักศรัทธาไม่สั่นคลอนอ่อนไหวตามแรงลมที่ผ่านพัด ซึ่งอาจเข้ามาพังทลายป้อมปราการของความเป็นมุสลิมอย่างแผ่วเบาจนตัวเราเองมิอาจสำนึกด้วยซ้ำ

มัสยิดคือสถานที่หลอมรวมผู้คนให้เป็นกลุ่มก้อนทุกๆ ห้าเวลา เพื่อเป็นเกราะป้องกันจากความตกต่ำของประชาชาติ ที่มีความอ่อนไหวที่พร้อมพังทลายลงได้ทุกเมื่อ เมื่อใดก็ตามที่ประชาชาติอิสลามเองปราศจากความแข็งแกร่งและแข็งแรง โดยไร้ซึ่งความสามัคคีและปราศจากซึ่งความเป็นญามาอะฮ์