หน้าแรก ข่าวในประเทศ ข่าวทั่วไป เข้าขั้นวิกฤตประเทศไทย หันมาทำบุญกับโรงพยาบาลรัฐ แทนการทำบุญสร้างพระเจดีย์ โบสถ์ อันมโหฬาร กันดีกว่า

เข้าขั้นวิกฤตประเทศไทย หันมาทำบุญกับโรงพยาบาลรัฐ แทนการทำบุญสร้างพระเจดีย์ โบสถ์ อันมโหฬาร กันดีกว่า

31

สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ทรงเป็นพระสายวิปัสนากรรมฐาน มีความสมถะ และปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง ไม่โปรดสะสมทรัพย์ใดๆ นอกจากการปฏิบัติธรรมเป็นอริยทรัพย์อันแสนประเสริฐ แม้กระทั่งเมื่อชาวบ้านหรือผู้มีศรัทธามาถวายเงินก็ตรัสว่าจะเป็นบาป “อย่าเอาเงินมาถวาย พระรับเงินรับทองเป็นอาบัติที่รุนแรงมาก พุทธศาสนาของเราเสื่อมลงทุกวันนี้ คิดให้ดี เป็นเพราะโยมไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เมื่อไหร่พวกเราจะเลิกทำบาปเสียที หยุดเอาเงินให้พระ หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา หยุดสร้างกลุ่มเบ็ญจราคีที่โสโครกโสมมเพิ่มขึ้น”

อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ผมเองได้เห็นการเข้าไปตรวจค้นอาณาจักรวัดพระธรรมกายแล้ว ได้แต่เสียดายที่เอาเงินมากมายมหาศาลไปใช้ในทางวัตถุนิยม ซื้อบุญ ขายบุญกันอย่างไม่มีสำนึก ไม่ได้เข้าใจแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา และวัดทั้งหลายในสมัยนี้จำนวนมาก เอ่ยอะไรขึ้นมาก็เรี่ยไรหาเงิน ทำวัตถุมงคล พุทธพาณิชย์กันเกินแก่เหตุสมควรแก่สมณสารูป ไม่น่าศรัทธาเลย เคยกราบพระระดับเจ้าคุณชั้นรองสมเด็จกลับรู้สึกว่าท่านกิเลศมากกว่าเราเสียอีก มีแต่ความอยากมีอยากได้ตำแหน่ง อยากสร้างโน่นนี่นั่น พระบางองค์ก็ประจบคนมีเงินคนมีอำนาจอย่างน่าเกลียดไม่สำรวม วัดหลายแห่งร่ำรวยเหลือเกิน แต่วัดเป็นนิติบุคคลประเภทเดียวที่ไม่ต้องทำบัญชี ไม่ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาติมาตรวจบัญชี ทำให้เกิดวัดครึ่งกรรมการครึ่ง หรือเจ้าอาวาสฟาดเงินวัดก็มี

 ไม่ได้บอกให้เลิกทำบุญ วัดที่ยากจน ห่างไกล พระเณรต้องเรียนหนังสือ ศึกษาพระธรรม ก็ยังมี แต่ไม่ควรทำบุญเพื่อส่งเสริมวัตถุนิยมหรือสร้างอะไรใหญ่โตเกินความจำเป็น วัดจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองไม่ได้ขัดสนแต่อย่างใด

แต่โรงพยาบาลของรัฐในขณะนี้ ขัดสน และสถานการณ์แย่มาก “พี่ตูน” ออกมาวิ่งหาเงินก็แล้ว นายกรัฐมนตรีให้งบกลางมาห้าพันล้านแล้ว แต่เราก็ยังประสบปัญหาอย่างรุนแรง ดังที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เขียนเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงไว้ว่า

เหตุผลหลักของการต่อต้านการร่วมจ่าย คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนยากจนจะหายไป ความภูมิใจในการใช้สิทธิในการมารับการรักษาจากโรงพยาบาลจะหมดไปเมื่อตนเองต้องกลายเป็นชนชั้นสอง กลายเป็นผู้ยากไร้ที่รัฐต้องสงเคราะห์เหมือนในอดีตแต่เมื่อดูสถานการณ์การเงินของรพ.ในสังกัดสธ. จากหนังสือของรัฐมนตรีที่มีไปถึงเลขาครม. สรุปสถานการณ์ของหน่วยบริการสาธารณสุขในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ว่า

๑.สถานะเงินบำรุงติดลบจำนวน ๔๗๐ แห่ง เป็นเงิน ๘,๘๔๕.๒๗ ลบ.
๒.มีทุนสำรองหมุนเวียน (Net Working Capital: NWC) ติดลบจำนวน ๒๒๕ แห่ง เป็นเงิน ๒,๒๙๙.๖๔ ลบ.
๓.มีหนี้ค้างจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนสาธารณสุข บุคคลากรในสังกัด จำนวน ๒,๖๔๑.๖๐ ลบ.

อันเป็นที่มาของการอนุมัติงบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยท่านนายกฯพล อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กับหน่วยบริการสาธารณสุข จำนวน ๕,๐๐๐ ลบ.เพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินดังกล่าว

คงต้องมีการแก้ไขในระยะยาวต่อไป เพราะสำนักงบฯไม่สามารถจัดสรรงบฯให้ได้อย่างเพียงพอ เหมือนกับทุกๆปีที่ผานไป ปี ๖๑ ก็ได้งบกองทุนบัตรทองเพิ่มมาเพียงร้อยละ ๑.๗๕ ไม่เพียงพอกับต้นทุนที่เพิ่ม…สธ.ขอแปรญัตติไปที่ ครม.เพียง ๕,๒๔๖.๒ ล้านบาทก็ไม่ได้ลงไปยังพื้นที่โดยตรง เพียงแต่ลดค่าใช้จ่ายเงินบำรุงด้านบุคคลากรและจัดสรรให้กับคลีนิกหมอครอบครัว ส่วนค่าตอบแทนบุคคลากรก็เพียงขอไปเท่าปีที่ผ่านๆมา…ไม่ได้เพิ่มขึ้น

หนีไม่พ้นที่จะต้องหาเงินมาเพิ่มให้กับระบบบัตรทอง ง่ายที่สุดคือเพิ่มสัดส่วนของงบประมาณฯ

ถ้าหาเพิ่มได้ก็ไม่จำเป็นต้องร่วมจ่าย มิฉะนั้น อาจต้องถามประชาชนว่าเห็นเป็นประการใด

เอาเงินคนรวยมาช่วยคนจนที่ลงทะเบียนไว้ ๑๔ ล้านคน ได้หรือไม่ เพราะผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กม.บัญญัติอยู่แล้ว (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม.๔๗ วรรคสอง)

ถ้าหาเงินมาเพิ่มไม่ได้ ร่วมจ่ายก็ไม่มี รพ.ขาดทุนไปเรื่อยๆ ประชาชนนั่นเองที่จะได้รับผลกระทบในท้ายสุดโดยเฉพาะผู้ยากไร้ เพราะคนรวยมีทางเลือกอื่น

ขอยกตัวอย่างให้ฟังว่าแม้กระทั่งโรงพยาบาลศิริราช อันเป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขาดทุนปีละประมาณ 700 ล้าน จากบัตรทอง ได้ทราบมาว่าแม้แต่โรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลภูมิพลก็ขาดทุนจากบัตรทองประมาณปีละ 400 ล้านบาท โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้นขาดทุนจากบัตรทองประมาณ 500 ล้านบาทต่อปีจากบัตรทอง ส่วนโรงพยาบาลรามาธิบดี ผมไม่ทราบตัวเลข ยังไม่ได้ถาม

โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงเรียนแพทย์เหล่านี้ขาดทุนจากการรับคนไข้หนักที่ refer มาจากทั่วราชอาณาจักร ที่รักษากันไม่ไหวแล้ว และโรงพยาบาลเหล่านั้นก็ขาดทุนบักโกรกจนไม่มีเงินส่ง refer มาด้วย 700 บาทตามระเบียบของบัตรทอง

ผมได้ยินกับหูจากผู้บริหารศิริราชว่า ผู้บริหารศิริราชเอง บอกว่า ที่ส่งมาก็ลูกศิษย์เราทั้งนั้น เขาหวังพึ่งเราเพราะเขาก็รักษากันจนหมดฝีมือและความสามารถแล้ว ยังไงก็คนไข้ของลูกศิษย์เรา เราต้องช่วย ถ้าเราไม่ช่วยแล้วใครจะช่วยลูกศิษย์ของเราและประชาชน

เรื่องเงินที่ขาดทุนก็คงต้องหากันไป ศิริราชมูลนิธิก็คงต้องหาเงินบริจาคหนักมาก โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เลยจำเป็นอย่างยิ่งทำให้ได้เป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นั้นโชคดี มีสภากาชาดไทย และเจ้านายทรงงานหนักมาก พระเมตตาบารมีปกแผ่ให้ประชาชน ไม่เช่นนั้นก็คงอยู่ไม่ได้ไปแล้วเช่นกัน


โรงเรียนแพทย์ในต่างจังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็คงจะลำบากไม่ใช่น้อย อยู่ในอาการเดียวกัน และน่าจะหาเงินบริจาคได้ยากยิ่งกว่าโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพ จึงน่าเห็นใจเสียยิ่งกว่า

บ้านเราอยู่รอดด้วยเมตตา และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

เลิกทำบุญสร้างพระเจดีย์ โบสถ์ อันมโหฬาร โอฬาริกเถิดครับผม พระอริยสงฆ์ เช่น หลวงตามหาบัว หรือองค์อื่นๆ ท่านก็สร้างโรงพยาบาล หลวงพ่อจรัญ ก่อนละสังขารท่านก็บริจาคให้ศิริราช 50 ล้านบาทเพื่อช่วยชีวิตคน

ภาษิตจีนกล่าวว่า ช่วยชีวิตคนได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น

บ้านเราขาดแคลนเรื่องโรงพยาบาลจริงๆ วัดอาจจะมีเยอะมากพอแล้ว ทำบุญกับโรงพยาบาลกันเถิดครับผม ได้บุญจริงๆ ได้ช่วยชีวิตคนด้วยนะครับผม

โรงพยาบาลทั้งหลายก็ลองไปกราบพระเกจิอาจารย์ให้ท่านเมตตาช่วยก็ดีนะครับ ท่านมีบารมีพอจะช่วยได้พอสมควรเลยแหละครับ