หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ เปิดภาพใหม่กับหนังคนละม้วน เด็กชายซีเรียนั่งมึนเลือดอาบหน้า ตัวจริงมาแฉเอง “อย่าใช้ลูกผมเป็นเหยื่อ”

เปิดภาพใหม่กับหนังคนละม้วน เด็กชายซีเรียนั่งมึนเลือดอาบหน้า ตัวจริงมาแฉเอง “อย่าใช้ลูกผมเป็นเหยื่อ”

179

บีบีซีรายงานวันที่ 6 มิ.ย. ว่า เด็กชายซีเรียผู้โด่งดังไปทั่วโลกจากภาพและคลิปที่นั่งมึนงงขณะเลือดอาบใบหน้าเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นจากการถล่มทางอากาศ สะท้อนชะตากรรมน่าสลดของพลเรือนในสงคราม มีภาพใหม่ล่าสุดเผยแพร่ทางโลกโซเชียลแล้ว

ภาพใหม่ครั้งนี้บันทึกเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เด็กชายออมราน ดักนีช ถ่ายรูปกับครอบครัวในบ้านที่เมืองอเลปโป หลังจากกองทัพรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมดแล้ว

นอกเหนือจากภาพ นายโมฮัมเหม็ด ดักนีช พ่อของออมรานยังให้สัมภาษณ์นักข่าวฝ่ายรัฐบาลว่า ภาพของลูก ภาพเดิมนั้นถูกใช้เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อใช้โจมตีนายบาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย

นายดักนีชกล่าวว่า ในตอนนั้นเหตุการณ์จริงคือตนนั่งอยู่กับลูก อายุ 5 ขวบ ภายในบ้าน จากนั้นมีระเบิดถล่มถูกบ้านในวันที่ 17 ส.ค.2559 ซึ่งตนไม่ได้ยินเสียงเครื่องบินเหนือศีรษะเลยก่อนหน้านั้น

พ่อออมรานกล่าวว่า ตอนนั้นออมรานบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนเลือดไหลลงมาที่หน้าลูกนั้นเป็นเลือดของตนเอง ระหว่างที่ค้นหาลูก 3 คนใต้ซากปรักหักพัง จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนถือปืนมาอุ้มออมรานไปบนรถพยาบาลที่จอดอยู่นอกถนน แล้วก็พาไปโรงพยาบาล ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย

จากนั้นภาพของออมรานที่บันทึกโดยกลุ่มสื่อฝ่ายค้านในอเลปโป หรือ AMC ไปปรากฏตามสื่ออยู่ในกลุ่มภาพที่ระบุว่า เป็นภาพชุดจากผลกระทบที่กองทัพรัสเซียถล่มทางอากาศเขตกาเตอร์จี

บีบีซีรายงานว่า ในตอนนั้นแพทย์ที่รักษาเด็กชายออมรานให้สัมภาษณ์ว่า เด็กชายศีรษะแตกและต้องเย็บหลายเข็ม และเด็กตกอยู่ในอาการช็อก

พ่อของเด็กชายโอมรัน ดักนีช ได้บอกอีกว่าลูกชายของเขาถูกถ่ายรูปโดยที่เขาไม่ได้อนุญาตเลย “หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มระดมถ่ายรูปลูกชายของเชา  โดยมีเพียงแค่รอยถลอกนิดหน่อยตามตัวของลูกชายของเขา แต่พวกเขาก็พยายามที่จะจัดฉากมันให้เหมือนกับว่าเด็กอยู่ในอาการที่ร้ายแรง พวกเขาเริ่มทำการตลาดกับลูกชายของผมและเด็กๆชาวซีเรียคนอื่นๆ”

“ผมใคร่จะขอส่งข้อความนี้ไปให้โลกได้รับรู้ว่า เด็กๆควรจะเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและไม่ใช่สงคราม พวกเขาไม่ควรกลายเป็นสิ่งของที่ถูกรุมทึ้ง ผมต้องการให้ลูกชายของผมเป็นสัญลักษณ์ของความรักและสันติภาพในซีเรีย เพราะว่าผมต้องการให้สันติภาพกลับคืนมายังซีเรีย” พ่อของเด็กชายโอมรัน ดักนีชกล่าว

ก่อนหน้านี้นาย นาย Alexei Borodavkin ได้ชี้ให้เห็นว่าเรื่องราวของเด็กชายออมรานได้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงแคมเปญจ์ของสื่อเหล่านั้นที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือในปฏิบัติการของกองทัพซีเรียและกองทัพอากาศรัสเซียเพื่อปลดปล่อยเมืองอะเลปโป

พ่อของเด็กชายออมรานกล่าวว่า “…เพราะว่าผมต้องการให้สันติภาพกลับคืนมายังซีเรีย” ตอนที่พวกผู้ก่อการร้ายที่ตะวันตกนำโดยสหรัฐเรียกว่า “กบฏสายกลางซีเรีย (FSA)” อยู่ในอะเลปโปนั้น ไม่เคยมีสันติภาพ และเสรีภาพ พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้นซึ่งกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนปกครองโดยโจร ไร้กฎหมาย พวกนั้นไม่ชอบใจขี้หน้าใครก็ลากไปตัดคอและยิงทิ้งกลางถนนท่ามกลางสายตาประชาชนจำนวนมาก นั่นคือวิธีการปกครองและควบคุมฝูงชนของพวกนั้น แต่พวกเขากลับเรียกสิ่งนี้ว่า “Freedom” และสหรัฐก็สนับสนุนพวกกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้

จากนั้นในช่วงปลายปีก่อน เมื่อกองทัพรัฐบาลซีเรียบุกยึดพื้นที่ฝั่งตะวันออกของเมืองอะเลปโปได้แล้ว ครอบครัวของออมรานก็ย้ายข้ามไปอยู่พื้นที่ในการปกครองของรัฐบาล มากกว่าจะย้ายไปเมืองอิดลิบของฝ่ายกบฏ

หลังจากที่กองทัพฝ่ายรัฐบาลซีเรียและรัสเซียปลดปล่อยอะเลปโปได้แล้ว อะเลปโปก็กำลังได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง เด็กๆสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติก การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอื่นๆ และการคมนาคมเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โรงเรียนของเด็กๆกลับมาเป็นโรงเรียนอีกครั้ง ไม่ใช่แหล่งผลิตอาวุธและกองบัญชาการของพวกผู้ก่อการร้ายเหมือนตอนที่พวกผู้ก่อการร้ายและพวกกบฏยึดครอง และพวกกบฏไม่ปลื้ม เพราะว่าจุดมุ่งหมายของพวกเขาก็คือทำให้ซีเรียกลายเป็นลิเบียอีกประเทศหนึ่งให้ได้

การจัดฉากสร้างสถานการณ์โดยใช้เด็กเป็นเครื่องมือสร้างโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้แก๊ง White Helmets ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลพวกตะวันตกรวมทั้งสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เดนมาร์ก และแม้กระทั่งญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก และแก๊งลวงโลกแก๊งนี้ก็ได้รับรางวัลออสก้า จากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สารคดี” (จัดฉาก) ยอดเยี่ยมด้วย รางวัลออสก้าเป็นรางวัลสำหรับผู้คนในวงการฮอลลีวูดในโลกมายา

ซึ่งเป็นสัญักษณ์ของ “การดราม่ายอดเยี่ยม” เป็นรางวัลที่แสดงถึง การแสดงที่เหมือนจริงมากๆ โดยจะได้รับตุ๊กตาออสก้า ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าผลงานของแก๊ง White Helmets มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น แต่ก็มีคนจำนวนมากหลงเชื่อผลงานของพวกเขา เพราะว่าถูกสื่อกระแสหลักปั่นหัวและบิดเบือนความจริง จนไม่สามารถใช้วิจารณญาณแยกจริง-เท็จได้ เพียงเพราะต้องการที่จะสกัดภารกิจในการปลดปล่อยอะเลปโปจากการยึดครองของพวกกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้โดยมีสหรัฐสนับสนุนอยู่

ที่มา: https://www.khaosod.co.th