หน้าแรก ข่าวในประเทศ ข่าวชายแดนใต้ เกิดเหตุ! คนร้ายลอบวางระเบิดชุด รปภ.รถรับ-ส่งนักเรียน เบื้องต้นเจ็บ 3 ที่ปัตตานี

เกิดเหตุ! คนร้ายลอบวางระเบิดชุด รปภ.รถรับ-ส่งนักเรียน เบื้องต้นเจ็บ 3 ที่ปัตตานี

51

คนร้ายลอบวางระเบิดชุด รปภ.รถรับ-ส่งนักเรียน บนถนนภายในหมู่บ้านเขตรอยต่อระหว่าง ม.1 ต.แป้น กับ ม.4 ต.บางเขา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เบื้องต้นมีนักเรียนเจ็บเล็กน้อย 1 ราย ทหารพรานเจ็บ 2 นาย

วันนี้ (14 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. พ.ต.อ.มานะเดชาวริษฎ์ ผกก.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดขึ้นบนถนนภายในหมู่บ้าน พื้นที่ ม.8 ต.แป้น จึงนำกำลังไปที่เกิดเหตุ ไปถึงพบหลุมระเบิดกว้าง 1 เมตร ลึก 30 เซนติเมตร และพบชิ้นส่วนกล่องเหล็ก และชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี ทราบชื่อคือ 1. น.ส.อามีณีย์ เจ๊ะโด อายุ 19 ปี นักเรียนวิทยาลัยอาชีวะสายบุรี มีบาดแผลถลอกจากรถจักรยานยนต์ล้ม เนื่องจากตกใจเสียงระเบิด 2. ส.ต.ตรีเนตร หาญแกล้ว อายุ 26 ปี หูอื้อ และ 3. นายมนเทียน ทองหลอม อายุ 26 ปี หูอื้อ

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 จำนวน 5 นาย ใช้รถกระบะแบบหุ้มเกราะขับตามหลังรถตู้รับส่งนักเรียนหลังโรงเรียนเลิก เพื่อดูแลความปลอดภัย ปรากฏว่าขณะเดินทางผ่านจุดเกิดเหตุประมาณ 500 เมตร ก็ได้เกิดระเบิดขึ้นทำให้ทหารพรานที่นั่งในรถหูอื้อจากเสียงระเบิด ส่วนนักเรียนซึ่งขี่รถจักรยานยนต์ตกใจเสียงระเบิดล้มมีแผลเล็กน้อย เช่นเดียวกับชาวบ้านซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้กั้นบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำซ้อน จากนั้นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บวัตถุพยานไปตรวจสอบว่าเป็นคนร้ายกลุ่มใดที่ก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่หมายก่อเหตุเจ้าหน้าที่โดยไม่คำนึงถึงผู้บริสุทธิ์ โชคดีที่ระเบิดเกิดลัดวงจรไม่ระเบิดทันที ทำให้รถขับผ่านโดยปลอดภัยในช่วงที่เจ้าหน้าที่ผ่าน ก่อนจะระเบิดขึ้นตามหลัง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางดังกล่าวเคยเกิดเหตุลอบยิงรถรับส่งนักเรียนมาแล้วถึง 2 ครั้ง ทำให้คนขับรถซึ่งเป็นชาวไทยพุทธเสียชีวิต จึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปดูแลความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนทุกคัน ทั้งตอนเช้าและหลังเลิกเรียน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัย

ที่มา: http://www.manager.co.th/

loading...