หน้าแรก บทความ ปุจฉา : ถึงสภาวการณ์ ยากลำบากของคน ทำงานภาคประชาชน วิสัชนา : โดยพระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล...

ปุจฉา : ถึงสภาวการณ์ ยากลำบากของคน ทำงานภาคประชาชน วิสัชนา : โดยพระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล (ตอนที่2)

สมัยอาตมาเป็นนักกิจกรรมตอนยังเป็นฆราวาส อาตมาคาดหวังว่าอาตมาต้องทำอะไรให้สำเร็จให้ได้ แต่แล้วก็ไม่สำเร็จซะทีเดียว แต่อาตมามีความสุขมากนะ ได้รู้จักการให้ ได้ฝึกตัวเอง ลดความเห็นแก่ตัว ฝึกจิตแผ่เมตตา ฝึกลดอัตตา ฝึกให้ตัวเองอดทนกับงานที่ทำ และได้อะไรกลับมามากมายมันคุ้มค่า การได้ในที่นี้ไม่ใช่ ลาภ ยศ คำสรรเสริญเยินยอ หรือเงินทอง แต่อาตมาคิดว่าอย่างน้อยได้อยู่กับตัวเอง ได้เห็นตัวเองทำความดีเพื่อคนอื่น อะไรที่ทำไม่ได้ก็ได้ฝึกทำ อะไรที่ทำได้บ้างแล้วก็ได้ใช้เวลาพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ งานกิจกรรมทุกอย่างอาตมาไม่เคยรู้สึกเสีย

ทีนี้มาถึงเรื่องการทำงานของคนปัจจุบัน เวลาทำงานต้องพยายามให้ใจอยู่กับงาน ผลจะเป็นอย่างไรไม่ต้องคิด การคิดว่างานสำเร็จหรือไม่ หรืออย่างน้อยแค่การตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จะเสร็จก็อันตรายมาก อันนี้เป็นสิ่งที่รบกวนใจตน เมื่อไหร่จะเสร็จ คิดปุ๊บ เป็นทุกข์ทันที

เช่นเดียวกับการเดินทาง ถ้าคิดว่าเมื่อไหร่จะถึง อย่างถ้าคุณจะไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง คุณคิดว่าเมื่อไหร่จะถึง คุณสร้างทุกข์แล้ว คุณจะรำคาญเมื่อรถติด รำคาญเมื่อมีคนข้ามถนน รำคาญไฟจราจรสีแดง ดังนั้นไปเที่ยว ไปดูหนัง ควรไปด้วยใจที่สบาย เวลาทำงานต้องเอาใจใส่ ให้ใจอยู่กับงาน ผลของงานจะเสร็จเมื่อไหร่ สำเร็จหรือไม่ ออกมาเป็นอย่างไร วางมันเอาไว้ก่อน แล้วการทำงานจะมีความสุขมากขึ้น

คนส่วนใหญ่ทุกข์ไม่ใช่เพราะงานยาก แต่เพราะความกังวล และอยากให้งานเสร็จเร็วๆ แถมด้วยความห่วงงานที่ค้างคา อาตมาชอบนักไต่เขาและปีนเขารายหนึ่ง แกมีประสบการณ์การปีนเขา 20-30 ปี และได้ปีนเขาสูงที่สุดมาแล้ว แกบอกว่า เวลาปีนเขา ไม่ต้องไปมองที่ยอดเขาให้มองที่เท้าตัวเอง เขาสูง เขาชัน ต้องทำด้วยสติ วิธีปีนเขาที่ง่ายที่สุด คือ สนใจพื้นใต้ฝ่าเท้า ไม่ใช่ข้างบน ถ้าเดินต่อไปเรื่อยๆก็ถึงเอง “ การลงมาเดิน และใจอยู่กับเท้าแต่ละก้าว แต่ละข้าง จะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น”

อาตมาว่า ตัวอย่างนี้ใช้ได้หมด งานทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องวางแผน แต่พอวางแผนเสร็จถึงเวลาทำงานก็ก้าวตามแผนนั้น จากนั้นก็วางอนาคต หมายถึงวางลงไว้ในปัจจุบัน อย่าไปห่วงว่าจะเป็นอย่างไร

สิ่งเดียวที่เราทำได้ดีที่สุด คือความเพียร จะสำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องของฟ้า เป็นเรื่องของฟ้า คือมีเหตุปัจจัยหลายอย่างช่วยให้สำเร็จ เราไม่สามารถควบคุมความสำเร็จได้ แต่เราควบคุมการลงทุนลงแรงได้ ความสำเร็จทุกอย่างควบคุมไม่ได้ แม้แต่การเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง เราก็คุมเวลาทั้งหมดไม่ได้ ถึงช้าถึงเร็วให้ปล่อยวางแล้วเราจะมีความสุข สุขที่ได้ทำเต็มที่ มีความสุขเมื่อจิตว่าง ทีนี้ถ้าผลใดๆเกิดขึ้น อย่าไปยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นของเรา ให้ถือว่าเป็นความสำเร็จโดยรวม ถึงเวลาที่ล้มเหลวไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวด้วย

มีคนๆ หนึ่งให้การช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นจากความยากจน จากการส่งเสริมพืชเชิงเดี่ยว สร้างสหกรณ์มากมาย แต่แล้วก็ฉุดความจนออกจากชาวบ้านไม่ได้ คือแปลว่าไม่สำเร็จ งานล้มเหลวจริง แต่ไม่ได้แปลว่าคนทำจะล้มเหลวด้วย งานของตัวท่านคนละอย่าง งานก็งาน ไม่ใช่ตัวท่าน คนส่วนใหญ่คิดว่า งานคือกู งานของกู ตัวของกู ถ้างานสำเร็จ คือกูเก่ง ความคิดแบบนี้อันตราย มันเป็นโทษนะ แม้จะสำเร็จได้ดีแต่ว่ามันจะเกิดอัตตา เกิดการกล่าวโทษคนอื่น เช่น ถ้ามีใครสักคนมาอ้างว่างานที่ทำของเราเป็นงานเขา และมาวิจารณ์งานของเรา วิจารณ์ความสำเร็จของเรา เราก็จะโกรธ เพราะเราไปยึดว่างานเป็นของกู และตรงข้ามถ้าล้มเหลว ก็จะรู้สึกว่ากูไร้ความหมาย กูไร้คุณค่า บางคนล้มเหลวมากก็ฆ่าตัวตาย เป็นบ้า เพราะไปยึดติดว่างานของกู ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จงยกผลงานให้เป็นความว่าง ยกเป็นของโลกไป อย่าไปยึดติด ไม่ใช่ของกู ไม่ใช่ของฉัน ไม่ว่าจะสำเร็จ หรือล้มเหลว เธอยังเป็นเธอ ไม่ต้องไปรู้สึกแย่ แล้วเราจะรู้ว่างานล้มเหลวอย่างไรก็มีงานให้ทำเรื่อยๆ ไม่ต้องไปเครียด

ความประทับใจของอาตมา คือเคยฟังเรื่องราวแม่บ้านชาวเกาหลีรายหนึ่งอายุ 70 กว่า แกบอกว่า เมื่อก่อนมีลูกจ้างขับรถส่งผักให้ แต่มาระยะหลังทำเอง ก็ไปขับรถเอง แต่แกไม่มีใบขับขี่ ก็ต้องไปสอบ แกสอบภาคปฏิบัติได้ แต่ภาคทฤษฎี แกสอบไม่ผ่าน 30 ครั้งก็แล้ว 50 ครั้งก็แล้ว แกเล่าเรื่องนี้ให้ฟังตอนกุมภาพันธ์ ปี 2552 แกสอบเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน แต่ได้ข่าวล่าสุดตอนพฤศจิกายน 2552 แกได้ใบขับขี่แล้ว แกผ่านการสอบทั้งหมด 950 ครั้ง ถ้าเป็นคนทั่วไป 3-4 ครั้งไม่ผ่านอาจล้มเลิกแล้ว

ถามว่าแกมีความเพียรไหม ? แกมีความเพียรมาก ถามว่ามีความมุ่งมั่นไหม ? แกมีมาก แต่เราจะสังเกตว่าถ้าใครที่มุ่งมั่นมากๆ จะยิ่งคาดหวังมาก หากไม่สำเร็จก็จะเลิกแล้ว จะท้อแท้ง่ายมากถ้าทำไม่ได้ แต่แกไม่เลิก แม่บ้านรายนี้แกมีความเพียร ความมุ่งมั่น แต่แกไม่มีความคาดหวัง บางคนสอบไม่ได้ก็ซื้อแล้ว แต่นี่แกไม่ซื้อ อะไรทำให้แกสอบได้ช้า มันคงมีหลายอย่าง แต่ถ้าถามว่า อะไรทำให้แกสอบซ้ำเกือบพันครั้ง คำตอบ คือ แกมีความเพียร พร้อมกับความปล่อยวาง ไม่อยากได้ เลยไม่ซื้อ และหากไม่ปล่อยวางแกคงท้อและหยุดทำไปแล้ว

นี่เป็นแบบอย่างว่าเราทำความเพียรมาก บวกกับไม่ยึดติด ความรู้จักปล่อยวางได้ เราจะทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่า คนที่ทำงานเพื่อสังคมได้ ไม่ต้องไปปฏิบัติธรรมขั้นสูงหรอก ทำแค่นี้แหละ มีความเพียร ความมุ่งมั่น และปล่อยวาง แม่บ้านคนนี้ที่อาตมายกตัวอย่างแกก็ไม่ได้เป็นคนปฏิบัติธรรม แต่แกไม่ซีเรียส และแกไม่มีความท้อถอย แกไม่ยึดมั่น ถือมั่นในผลตอบรับ สปิริตแบบนี้แหละ คือ ตัวอย่างที่ดีของคนทำงานเพื่อสังคม คือ มีอะไรให้ทำไปเรื่อย ๆ

ทีนี้มาถึงยุคอุปสรรคของคนทำงานเพื่อสังคม คือ ตอนนี้มีกระแสสังคมที่เกิดขึ้นทั้งโลก ไม่ใช่แค่เมืองไทย ตอนนี้เป็นกระแสขาลงของประชาธิปไตย กระแสขาลงของคนทำงานเพื่อสังคม เป็นช่วงตกต่ำทั่วโลก ทุกมุมโลกเริ่มตั้งแง่ เช่น ยุโรปเริ่มมองว่าประเทศต้องสร้างเงื่อนไขไม่รับผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศ อเมริกาก็มีผู้สมัครประธานาธิบดีอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ คอยบอกว่าอเมริกาต้องปกป้องเศรษฐกิจ ต้องมีการสร้างกำแพงภาษี กระแสแบบนี้ปัจจุบันมีมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งแนวคิดต่อต้านประชาธิปไตย และกลุ่มคนที่มีความใจกว้าง ต่อผู้ลี้ภัย ต่อชนกลุ่มน้อย ต่อความหลากหลายทางเพศ ทางชาติพันธุ์ ประชาธิปไตยถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของทุนเข้ามาเอาเปรียบ เข้ามาคอรัปชั่น แล้วเปิดโอกาสให้คนอ้างประชานิยมขึ้นมาครองอำนาจ เช่น ที่ประเทศเวนาซูเอล่า ทำให้ชนชั้นกลางเกิดความท้อแท้ เกิดข้อสงสัย เกิดการตั้งคำถามกับประชาธิปไตย ทำให้เกิดปัญหากัน เปิดช่องให้ใช้อำนาจในทางมิชอบ เช่น อียิปต์ ตุรกี ที่มีทหารจะยึดอำนาจ หรือไม่บางประเทศก็อ้างศาสนาเข้ามาเพื่อหว่านล้อมให้คนเชื่อในอำนาจตัวเอง คือ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการทำงานเพื่อสังคมทั้งสิ้น แต่มันก็เป็นแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว สิ่งที่เราควรทำ คือ เราต้องทำตามกำลัง หาช่องว่างในกระแสนี้ที่เราพอทำได้ ไปช่วยเหลือคนส่วนน้อย

การที่ผู้บริหารประเทศยิ่งระแวงคนอื่น ปัญหาก็ยิ่งลึก คนที่พอทำอะไรได้ก็ไม่กล้าทำ หรือเกรงกลัวที่จะทำ สถานการณ์แบบนี้มีทางออกอย่างไร

“สังคมไทยสมัยนี้ทำอะไรได้ยากกว่าเมื่อก่อนเพราะว่า บรรยากาศการเมืองที่ไม่ปรกติ ผู้คนขัดแย้งกันมากมาย แต่ขอให้ทำต่อไป อย่าท้อแท้ ทำเล็กทำน้อยก็หล่อเลี้ยงกำลังใจ หล่อเลี้ยงสมาธิของเรา ความสุขที่ได้ก็จะเกิดขึ้น คือความสุขภายใน ที่ไม่ใช่การไปดูหนัง ไปเที่ยว อันนั้นเป็นแค่สีสันของชีวิต ทีนี้บางกลุ่มก็มองความสุขแปลกๆ ที่เป็นความสุขภายนอก เช่น ความรวย การได้รับการยกย่องเพราะมีเงิน มีทอง มีความสำเร็จ ทางชีวิต แต่นั่นไม่ใช่ความสุขแท้จริง ความสุขจากภายในเกิดจากจิตเมตตา มีสมาธิ มีการปล่อยวาง ถ้าเรามีธรรมะแบบนี้ อยู่ในใจเราจะมีความสุขต่อเนื่อง ต่อให้ถูกต่อว่า ด่าทอ และไม่ได้รับการยกย่องก็ตาม เราก็มีความสุข”

เรื่องของสมาธิ ภาวนา การที่เราไม่เอาตัวของเราเป็นที่ตั้งของใคร ไม่ยึดติดกับยศ ลาภ หรือที่พุทธศาสนาเรียกว่า โลกธรรม 8 เราจะมีความสุขที่มั่นคง ต่อให้ทำงานที่ไม่มีรายได้สูง ทำงานแบบไส้แห้ง เราก็จะมีอุดมการณ์ติดตัวไปตลอด ดีกว่าเอาสิ่งเหล่านี้ไปเก็บในลิ้นชัก เพราะหากเราใส่ใจแค่ความสุขภายนอก เงินทอง ลาภ ยศ เราจะกลายเป็นคนเอาความเมตตา เอาอุดมการณ์เก็บไว้ในลิ้นชัก ไม่ยอมใส่ในในความสุขจากจิตใจของตนเอง และเมื่อใดก็ตามที่เราใช้ความสุขจากสีสันการใช้ชีวิตหมดไป เราก็จะท้อ เราจะมีทุกข์ทันที

ถ้าคนใดก็ตามไม่มีความสุขจากภายใน พวกเขาจะตามหากามสุข ตามหาโลกธรรม 8 บางครั้งจะส่งผลต่อการสร้างอุปสรรคการทำงาน บางครั้งทำให้เรายอมเสียตัว ขายตัว เป็นทาสรับใช้ของคนมีเงิน เพื่อสนองความสุขภายนอก และซื้อหาสีสันของชีวิต ถ้าเกิดว่าเรามีความสุขจากภายในเบื้องต้นแล้ว เราจะมีความเข้มแข็งก็ตาม เราจะไม่ผันแปร

ตัวอย่างอาจารย์ป๋วย อึ้งอาภรณ์ ท่านเป็นคนไม่พ่ายแพ้ต่ออำนาจ เงินทองเลย ท่านเป็นผู้ว่าการแบงค์ชาติ อยู่นานก็มีคนมามอบอำนาจ ตำแหน่งให้ท่านมากมาย แต่ท่านไม่รับ ท่านไม่รับเพราะท่านมีความสุขจากภายใน ส่วนหนึ่งท่านชอบศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี ท่านไม่ได้ทำภาวนา ช่วยให้จิตใจนิ่ง และท่านไม่หลงไปกับความสุขภายนอกใดๆ ท่านคิดแค่ว่าท่านทำหน้าที่ดูแลความเป็นไปของเศรษฐกิจการเงิน ท่านก็ทำงานของท่านเต็มที่ ใครให้อะไรก็ไม่รับ เช่น บ้านของท่านเป็นบ้านไม้เก่าๆ จอมพลสฤษธิ์ ธนรัช เคยเสนอให้สร้างบ้านใหม่หลังใหญ่ แต่ท่านไม่รับและยืนยันอยู่บ้านไม้หลังเดิม เพราะท่านมีความสุขแค่นั้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เรามีความมั่นคงทางใจ กลับบ้านมาไม่ต้องเอามือก่ายหน้าผาก ไม่ต้องกลุ้ม การเจริญสติ คือ ทางออกสำคัญกับการทำงานอย่างมีความสุข

ต้องยอมรับความจริงว่าเราทำตามกำลังแล้วได้แค่นั้น มันไม่สำเร็จซะทีเดียว เราก็ต้องยอมรับ แต่ไม่ต้องเครียดให้มาก คือเราต้องดูแลจิตใจตัวเองด้วยนะ ทำงานแบบนี้ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราจะเอาแรงที่ไหนไปช่วยคนอื่น ถ้าโชคร้ายหน่อยเราเองดูแลตัวเองไม่ดี เราป่วย เราอาจจะกลายเป็นภาระคนอื่นได้ บางคนปวดหัว ปวดท้อง ซึมเศร้า เสียศูนย์ ทั้งที่ทั้งที่ชีวิตเคยช่วยคนอื่นมาเยอะ แต่เรากลับช่วยตัวเองไม่ได้เพราะคิดอะไรสับสน วุ่นวาย สุดท้ายที่ทำมาก็สูญเปล่า

“อาตมาไม่อยากให้คิดว่าการช่วยคนอื่นไม่ได้ แล้วเป็นความผิดของเรา ทางที่ดีที่สุด หากช่วยคนอื่นยังไม่ได้ แต่ทุ่มเทมามากพอแล้ว ให้ยอมรับว่าไม่ใช่จังหวะ ระหว่างนี้ก็ดูแลตัวเองไปด้วย เพื่อไม่ให้เรากลายเป็นภาระให้คนอื่นต้องมาช่วยดูแล บางคนที่ไม่เคยช่วยอะไรคนอื่นเลย ก็แค่ช่วยตัวเองให้สุขภาพแข็งแรงก็พอ อย่าทำให้คนอื่นต้องมาดูแลเรา”

ที่มา : http://transbordernews.in.th/home/?p=13393&page=2

อ่านต่อ ปุจฉา : ถึงสภาวการณ์ ยากลำบากของคน ทำงานภาคประชาชน วิสัชนา : โดยพระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล (ตอนที่ 3) http://www.fatonionline.com/5283