หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ 7 สิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น หาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้เป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนใหม่

7 สิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น หาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้เป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนใหม่

ประเทศสหรัฐอเมริกามีกำหนดจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปประธานาธิบดีคนที่ 58 ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 นี้ ซึ่งนายบารัค โอบามา จะเกษียณจากตำแหน่งไป และจะถูกแทนที่ด้วยว่าที่ผู้สมัครลงชิงประธานาธิบดีที่กำลังเดินหน้ารณรงค์หาเสียงในขณะนี้ ซึ่งหนึ่งในแคนดิเดทของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2016 คือโดนัลด์ ทรัมป์  ผู้ชายในมาดนักธุรกิจคนนี้ ที่มีความทะเยอทะยานสูงที่จะไขว่คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาไว้ในครอบครองตน

นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนที่รู้จักกันดีในฐานะ  “ที่เป็นคนทะเยอทะยาน” ในการลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อีกทั้งเขายังได้แสดงประจักษ์ให้คนได้เห็นในสิ่งที่มีความเป็นไปไม่ได้ และเขายังมีความคิดแปลกใหม่เสมอ  บางครั้งทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดความไม่พอใจในการกระทำของเขา แม้กระทั่งชาวอเมริกันเองก็ยังประณามโดนัลด์ ทรัมป์
ซึ่งหากมหาเศรษฐีคนนี้ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาแล้ว นี่คือ 7 ความเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น

1. สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นประเทศที่ต่อต้านอิสลาม

หนึ่งในคำปราศรัยของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บ่อยครั้งเขาจะพูดถึงเกี่ยวกับการสั่งห้ามคนมุสลิมทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศอเมริกา นอกจากนี้คนที่เป็นมุสลิมจะได้รับประจำตัวประชาชนชนิดพิเศษ เพื่อที่จะติดตามตัวได้ง่ายในกรณีที่เห็นอาจจะมีการกระทำการก่อการร้าย

โดนัลด์ ทรัมป์ ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างมีพฤติกรรมการเหยียดสีผิวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการที่เขาได้กระทำการแบบนี้ก็เพื่อต้องการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน อย่างที่เรารับรู้กันว่าประเด็นการก่อการร้ายได้ทำให้ชาวอเมริกันหลายคนเกิดความรู้สึกเกลียดชังต่อศาสนาอิสลาม ถ้าหากว่าเขาได้เป็นถึงประธานาธิบดี ชาวมุสลิมในอเมริกาอาจถึงกาลจุดจบ

2. ตะวันออกกลางจะยิ่งร้อนแรง

หลายคนกล่าวเป็นเสียงตลกว่า ถ้าหากว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ มีความชิดชอบกับคนมุสลิมที่มีฐานะร่ำรวยอย่างเดียว หมายถึงเขาจะยังคงดำเนินการทำธุรกิจกับคนในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกต่อไปที่มีความอุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน แต่ถ้าหากเขายังคงเพิ่มความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมต่อไป คงอาจเป็นไปได้ที่ชาวตะวันออกกลางจะยุติการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งส่งผลกระทบที่จะตามมาคือ สหรัฐอเมริกาจะขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิง  และสุดท้ายด้วยกองกำลังที่เขามีอยู่ นายโดนัลด์ ทรัมป์อาจเปิดปฏิบัติการโจมตีประเทศในตะวันออกกลาง ที่มีเป้าหมายอย่างชัดเจนคือ พวกเขาต้องการทรัพยากรน้ำมันที่มีอยู่อย่างมหาศาลในตะวันออกกลาง เพื่อนำกลับไปยังประเทศของตน ถึงครานั้นภูมิภาคตะวันออกกลางมิอาจที่จะหลีกเลี่ยงอภิมหาสงครามได้อีกต่อไป เฉกเช่น ณ ตอนนี้ที่ไม่เคยเหือดจางจากสงคราม

3. สงครามโลกครั้งที่สามมิอาจที่จะเลี่ยงได้

โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนที่มีความเป็นชนชั้นสูง เขายังได้เย้ยหยันจีนและจะให้มีการเก็บภาษีในอัตรา 25% ในฐานะที่เป็นประเทศคู่ค้ามหาอำนาจ  โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่เกรงใจที่จะเยาะเย้ยประเทศอื่นๆ โดยไม่ได้คิดก่อนที่จะพูด ถ้าหากว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าเขาได้เป็นประธานาธิบดีขึ้นมา ไม่มีความเป็นไปไม่ได้ที่สงครามโลกครั้งที่สามอาจไม่เกิดขึ้น

หลายๆ ประเทศมีความไม่พอใจต่อการกระทำของโดนัลด์ ทรัมป์ในหลายๆ เรื่อง แม้กระทั่งอย่างในวันนี้ ได้มีชาวอังกฤษจำนวนมากที่พลอยไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้ท้าชิงประธานาธิบดีอเมริกาคนนี้เดินทางเข้าสหราชอาณาจักรตลอดไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงแค่บางสิ่งบางอย่างเท่านั้นเอง ถ้าหากเขาคนนี้ได้เป็นประธานาธิบดีจริง เมื่อนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะถึงคราพังทลายลง

4. ความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรจะยิ่งตกต่ำลง

หนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดของประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือประเทศสหราชอาณาจักร และบรรดาประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนาโต้ หากว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดี แน่นอนกรอบความร่วมมือการทำงานต่างๆ จะเกิดการหยุดชะงักลง นายโดนัลด์  ทรัมป์ ไม่ได้เป็นผู้นำที่สมาร์ทเหมือนอย่างโอบามาไม่ที่เมื่อจะกระทำการใดๆ จะต้องผ่านการไตร่ตรองพิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่า

หากว่าความเป็นพันธมิตรเหล่านี้ถูกทำลายลง เมื่อนั้นความแข็งแกร่งของสหรัฐอเมริกันจะลดน้อยลง หรือที่อาจเลวร้ายไปกว่านั้นคือการเกิดสงครามโดยสหรัฐกับชาติพันธมิตรในยุโรปเสียเอง โดนัลด์  ทรัมป์ ถือเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงแต่ไม่มีความฉลาดพอ ซึ่งผู้ท้าชิงหลายคนได้กล่าวไว้

5. เศรษฐกิจโลกอาจได้รับผลกระทบ

ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า ถ้าหากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาย่อมจะมีผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจของโลกโดยรวมอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซียเอง ถ้าหากว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดี คาดว่าสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐจะเกิดสภาวะถดถอย ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานหลายอย่างด้วยกัน รวมทั้งสงครามและการขัดขวางความร่วมมือจากประเทศต่างๆ อีกด้วย

หากว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น สภาพเศรษฐกิจของโลกจะตกต่ำลง หลายประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมอย่างแน่นอน ถึง แม้ว่าเขาจะเป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์สูงก็ตาม  แต่เขาจะพบกับความยากลำบากในการบริหารประเทศที่มีความสัมพันธ์กับหลายๆ ประเทศที่มีอยู่ทั่วโลก

6. จุดสิ้นสุดของผู้อพยพ

ทุกๆ ปีจะผู้อพยพหลายร้อยหลายพันจะเดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งพวกเขาจะมีที่มาโดยผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมาย และที่มาอย่างผิดกฎหมาย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวแสดงความเห็นในการปราศรัยครั้งหนึ่งว่า หากปัญหาที่เกิดขึ้นในอเมริกามีต้นเหตุมาจากกลุ่มผู้อพยพ

เขาจะต้องให้ผู้อพยพออกไปจากประเทศสหรัฐอเมริกา และจะทำให้อเมริกาได้กลายเป็นประเทศที่สะอาดขาวอีกครั้ง อนึ่งอีกข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ คือ เขาเป็นคนที่ไม่ชอบคนผิวดำ เขาทำการเปรียบเทียบคนผิวดำว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโง่เขลา

7. การล้างเผ่าพันธุ์จะเกิดขึ้น

หลายคนบอกว่าหากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่เปลี่ยนท่าทีที่เหมือนฮิตเลอร์ในยุคสมัยใหม่ เขาจะอาศัยวิธีการเหยียดสีผิวเพื่อให้ได้คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้น เขาต้องการที่จะขับไล่กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากที่คาดว่าจะเป็นปัญหาออกไปจากสหรัฐอเมริกา เฉกเช่นเดียวกับความเกลียดชังของฮิตเลอร์ที่มีต่อชาวยิว และเขาเองยังเกลียดชังชาวมุสลิมอีกด้วย

เขายังต้องการที่จะให้ชาวมุสลิมได้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนชนิดพิเศษ และถ้าเมื่อใดก็ตามที่เขาได้เป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนใหม่จริง มันย่อมมีความเป็นไปได้ที่เขาจะกระทำเหมือนสิ่งที่ฮิตเลอร์ได้กระทำ และการสังหารหมู่สามารถเกิดขึ้นได้และอาจถูกกระต่อชนชาติที่เขาเชื่อว่าเป็นผู้ที่สร้างปัญหา

นี่คือเป็นความเลวร้าย 7 ข้อที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ไม่เพียงแต่แผ่นดินของเขาเท่านั้นที่ล่มลง แต่โลกจะได้รับผลพลอยจากความเลวร้ายดังกล่าวไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสงคราม

ที่มา http://boombastis.com/donald-trump-presiden/50144